วันที่ 26 ตุลาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า จากการติดตามความคืบหน้ากรณีผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อรื้อถอนอาคาร 40 หลัง บุกรุกชายหาดหัวหินความยาว 400 เมตร บริเวณริมถนนนเรศดำริห์ ตั้งแต่ศาลเจ้าแม่ทับทิมถึงสะพานปลา เขตเทศบาลเมืองหัวหิน ซึ่งเดิมศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาฎีกา เมื่อปี 2557 และต่อมาเทศบาลหัวหินส่งหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้บุกรุก 9 รายที่มีคำสั่งศาลพิพากษาถึงที่สุดตาม พรบ.ควบคุมอาคาร 2522 และ พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย 2456 เมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เพื่อแจ้งให้รื้ออาคารภายใน 30 วัน และชำระค่าปรับรายวันตามคำสั่งศาล ตามระยะเวลาที่บุกรุก ล่าสุดพบว่าขณะนี้ยังไม่มีการรื้อถอนอาคารบุกรุกชายหาด ที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างชัดเจน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ชี้แจงเหตุผลการดำเนินการล่าช้าหลังศาลสั่งคดีถึงที่สุดนาน 2 ปี
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้มีอำนาจหน้าที่ควรกำหนดระยะการรื้อถอนให้แล้วเสร็จภายใน 6เดือนหรือช้าที่สุดต้องไม่เกิน 1 ปี นับจากนี้เป็นต้นไป โดยใช้กฎหมายปกติและเร่งรัดการใช้กฎหมายพิเศษ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้บุกรุก เจ้าหน้าที่หรือคณะกรรมการชุดดังกล่าว อาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติ ( พรบ.) ป.ป.ช .2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โดยสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะเกาะติดและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของจังหวัดและกรรมกาชุดนี้อย่างต่อเนื่อง และถึงที่สุดผู้มีอำนาจในระดับจังหวัด รวมทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคงที่รับผิดชอบในพื้นที่ อ.หัวหิน ต้องเร่งรัดการบังคับคดี เช่นเดียวกับการรื้อรีสอร์ทที่ภูทับเบิก โดยยึดคำพิพากษาเป็นหลักและ เจ้าหน้าที่ไม่ต้องกลัวความผิด
ด้านนางหัทยา ฮีกหาญ เจ้าของอาคารริมหาดหัวหิน พร้อมชาวบ้าน 21 ราย ได้เดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม เพื่อขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กรณีเทศบาลเมืองหัวหินมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร ภายใน30 วัน ตาม พรบ.ควบคุมอาคาร 2522 หากไม่เห็นให้โต้แย้งภายใน 7 วันหลังจากได้รับหนังสือ ล่าสุดเทศบาลยังไม่มีหนังสือแจ้งให้ทราบแต่อย่างใด นอกขากนั้นชาวบ้านเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหรือเทศบาลเมืองหัวหิน หรือจากการข่มขู่ คุกคามเสรีภาพ จากผู้มีอิทธิพลภายนอก ทั้งนี้ชาวบ้านยินยอมปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งที่ยุติธรรม จากหน่วยงานงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านบางส่วนในพื้นที่ดังกล่าวทราบว่ามีคำสั่งศาลเมื่อคดีถึงที่สุด พบว่าไม่มีความผิดฐานบุกรุกที่ดินสาธารณะประโยชน์

