‘อนุทิน’ หารือทวิภาคี ‘รมว.สธ.มาเลเซีย’ เห็นพ้องไทยผลักดันโควิดเป็นโรคประจำถิ่น

23.05.22 | 23:36 น.

‘อนุทิน’ หารือทวิภาคี รมว.สธ.มาเลเซีย เห็นพ้องไทยผลักดันให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น-ฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะต่อไป

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อเวลา 15.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (WHA) สมัยที่ 75 ซึ่งจัดขึ้น ปาเล เด นาซียง (Palais de Nations) ที่ทำการสำนักงานสหประชาชาติ ประจำนครเจนีวา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมคณะ ได้พบหารือแบบทวิภาคีกับนาย Khairy Jamaluddin ABU BAKAR รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย


โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือถึงความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกัน ทั้งในระดับทวิภาคี เวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก ในโอกาสนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย ได้แสดงความยินดีที่ประเทศไทยได้เป็นศูนย์กลางในการตั้งศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ (ASEAN Centre for Public Health Emergencies and Emerging Diseases : ACPHEED) พร้อมกับแสดงความยินดีที่ไทยและมาเลเซียได้เริ่มเปิดพรมแดนทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำระหว่างกัน หลังจากต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดในช่วงการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม รมว.สาธารณสุขได้ชื่นชมความก้าวหน้าในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในประเทศ และเห็นสอดคล้องกับประเทศไทยที่กำลังผลักดันให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (Endemic) และเข้าสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในประเด็นการจัดซื้อรวม (pooled procurement) ซึ่งเป็นกระบวนการในการจัดการด้านเวชภัณฑ์ที่มีประโยชน์ที่จะช่วยให้ได้เวชภัณฑ์ในราคาที่ลดลง เนื่องจากมีการจัดซื้อเป็นจำนวนมาก และได้เวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเห็นพ้องว่าในภูมิภาคอาเซียนควรมีความร่วมมือในการพัฒนายา การจัดซื้อเวชภัณฑ์ยา วัคซีน ที่ไม่ใช่เฉพาะเพื่อรองรับโควิด-19 แต่พัฒนาไปสู่การจัดซื้อยาประเภทอื่นๆ ที่เป็นโรคประจำถิ่นของภูมิภาค อาทิ โรคเขตร้อนต่างๆ เป็นต้น

น.ส.ไตรศุลีกล่าวว่า นายอนุทินได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับความคืบหน้านโยบายสนับสนุนการใช้กัญชา กัญชงทางการแพทย์และเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ที่ขณะนี้ได้มีการปลดล็อกด้านกฎหมายไปได้มาก และอยู่ระหว่างการวางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดการใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ ซึ่งประเทศไทยยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินทางนโยบายและทางปฏิบัติหากมาเลเซียสนใจจะผลักดันนโยบายในทิศทางเดียวกัน

Advertisement

“นายอนุทินได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเข้าร่วมการประชุมสัปดาห์สุขภาพเอเปค (The APEC Health Week) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 สิงหาคม 2565 ที่กรุงเทพฯ โดยจะมีรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสมาชิกเอเปคเข้าร่วมหารือกันภายใต้หัวข้อ เปิดกว้างเพื่อความร่วมมือ เชื่อมต่อกับโลก สร้างสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจ และประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้ในการเปิดสำนักงานเลขาธิการ ACPHEED ด้วย” น.ส.ไตรศุลีกล่าว

จากนั้นเวลา 16.00 น. นายอนุทิน พร้อมคณะ ได้หรือรือกับ ดร. Poonam Khetrapal Singh ผู้อำนวยการ WHO ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเด็นความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างรัฐบาลไทยกับสำนักงาน WHO เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในการหารือผู้อำนวยการ WHO ได้ชื่นชมประเทศไทยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่อกระจายวัคซีนโควิด-19 ตลอดจนการสื่อสารกับประชาชนในประเด็นต่างๆ ในช่วงการเกิดโรคระบาด

นายอนุทินได้กล่าวถึงบทบาทของประเทศไทยในการเป็นแกนกลางในการจัดตั้ง 2 ศูนย์ด้านสาธารณสุขที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ ACPHEED และ ASEAN Center for Active Aging and Innovation (ACAI) ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่ WHO ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะให้การสนับสนุนด้านสาธารณสุขภูมิภาคอาเซียนอย่างทั่วถึงผ่าน 2 ศูนย์ที่สำคัญในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันมีสมาชิกในอาเซียนเพียง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา และอินโดนีเซีย เท่านั้นที่เป็นสมาชิก WHO ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้