ยกฟ้อง’จ.ส.อ.อภิชาต’ ชุมนุมหอศิลป์ ฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ชี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจสอบสวนกองปราบ

11.02.16 | 15:10 น.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ห้องพิจารณาคดี 2 ศาลแขวงปทุมวัน ถนนพระราม 4 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลแขวง 6 (ปทุมวัน) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง จ.ส.อ.อภิชาต พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาการด้านกฎหมาย และนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลย ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยฝ่าฝืนประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช.) ฉบับที่ 7/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก และกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 มาตรา 8 และ 11 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, 216, 368 วรรคแรก ประกอบมาตรา 90

คำฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า ภายหลังการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตั้ง คสช. และประกาศ คสช. เรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2557 เวลากลางคืน จำเลยกับพวกอีก 500 คน ที่หลบหนีไม่ได้ตัวมาฟ้อง มั่วสุมชุมนุมคัดค้านการรัฐประหารของ คสช. โดยจำเลยกับพวกชูป้ายว่า “ไม่ยอมรับอำนาจเถื่อน” บริเวณหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และด่าทอ โห่ร้อง เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณหอศิลป์ และยังปลุกระดมกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ร่วมชุมนุมมากขึ้น เพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง เหตุเกิดที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถนนพระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน

จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีและนำสืบว่า จำเลยทำงานที่ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 หลังเลิกงาน เวลา 16.30 น. จำเลยไปที่หอศิลป์ เพื่อแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เนื่องจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีการส่งข้อความในเฟซบุ๊ก ว่าจะมีการรวมตัวที่หน้าหอศิลป์ จำเลยจึงเดินทางไปในเวลา 18.00 น. ขณะเดินอยู่บนสกายวอล์กทางเชื่อมรถไฟฟ้าบีทีเอส ขณะนั้นมีการชุมนุมอยู่ จำเลยจึงนำป้ายที่เตรียมมาชูประท้วงไม่เห็นด้วย จากนั้น 30 นาที มีเจ้าหน้าที่ทหาร 4-5 นาย เดินมาจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตรงมาที่จำเลยแล้วควบคุมตัวไปโดยไม่มีการแจ้งสิทธิและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ ขณะที่ประชาชนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยในการทำรัฐประหาร และการชุมนุมนั้นต่างคนต่างมาโดยไม่ได้นัดหมายและไม่ได้ก่อให้เกิดความวุ่นวาย

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณาแล้ว ความผิดที่โจทก์ฟ้องนั้น เกิดที่บริเวณหอศิลป์ ที่อยู่ในเขตปทุมวัน กทม. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสอง บัญญัติถึงบุคคลที่จะมีอำนาจสอบสวนความผิดที่เกิดใน กทม.ว่า ให้ตำรวจที่มียศ ตั้งแต่ชั้นร้อยตำรวจตรีขึ้นไป หรือเทียบเท่า มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญา คดีนี้ได้ความจากนายตำรวจยศ ร.ต.ท. พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พยานโจทก์ เบิกความว่า เป็นผู้สอบสวนความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ศาลเห็นว่าการที่จะมีอำนาจสอบสวนความผิดตามฟ้องได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16 เรื่องเขตอำนาจการสอบสวน ด้วยตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ปรากฏตามคำเบิกความของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงว่า พยานรับราชการ ในตำแหน่งพนักงานสอบสวน กก.1 ป. และพยานรับตัวจำเลยคดีนี้จาก ร.ต.ต.พีรพันธ์ สรรเสริญ และเจ้าหน้าที่ทหารที่คุมตัวมาโดยมีหนังสือของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพรนะองค์ส่งมอบให้ รวมทั้งภาพถ่ายจำเลยขณะร่วมชุมนุม พยานจึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดสรุปสำนวนเห็นควรสั่งฟ้องจำเลยให้อัยการ

แต่ไม่ปรากฏจากคำเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนว่า ความผิดในข้อหาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนั้น เป็นความผิดที่เกิดขึ้นในท้องที่ในเขตอำนาจการสอบสวนของกองบังคับการปราบปราม โดยเมื่อพิจารณา พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เรื่องการจัดระเบียบราชการใน ตร. พบว่าการแบ่งส่วนราชการให้ออกเป็นกฎกระทรวง กำหนดอำนาจหน้าที่ แต่ไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ และคำเบิกความพยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวน รวมทั้งไม่มีกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการใน ตร. มาแสดงเป็นหลักฐานเพื่อให้รับฟังได้ว่า ตร.แบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการปราบปรามและกฎกระทรวงกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ว่า ความผิดที่เกิดในท้องที่ปทุมวัน กทม.นั้น อยู่ในเขตอำนาจและหน้าที่การสอบสวน กองบังคับการปราบปราม

Advertisement

ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมา จึงฟังไม่ได้ว่า กองบังคับการปราบปราม มีอำนาจหน้าที่การสอบสวนความผิดอาญาในท้องที่เขตปทุมวันในคดีนี้ และยังฟังไม่ได้ว่า พนักงานสอบสวน กก.1 ป. มีอำนาจหน้าที่สอบสวนความผิดตามกล่าวหาในคดีนี้ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า มีการสอบสวนความผิดตามข้อกล่าวหาโดยชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น จึงพิพากษาให้ยกฟ้อง

ภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยข้อกฎหมายให้ยกฟ้องแล้ว จ.ส.อ.อภิชาติ พงษ์สวัสดิ์ จำเลย กล่าวว่า รู้สึกดีใจและขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ ผลที่ศาลยกฟ้องทำให้พ้นข้อกล่าวหา แต่ยังมีอีกหลายประเด็นที่ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ เช่น ประเด็นคำสั่ง คสช.หรืออำนาจ ประชาชนที่จะออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน หากศาลได้วินิจฉัยก็น่าจะเป็นบรรทัดฐานให้สังคมได้ แต่วันนี้ถือว่ายืนยันได้ระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่เวลานี้ส่วนตัวยังไม่คิดจะฟ้องกลับใคร แต่อยากให้เป็นบทเรียนของตำรวจ และอัยการให้มีประสิทธิภาพที่จะกลั่นกรองคดีให้ระมัดระวังกว่านี้ ซึ่งช่วงจะดำเนินคดีตนถูกควบคุมตัวไว้หลายวัน และยังถูกสอบสวนวินัยด้วย

“ผมขอให้กำลังใจพี่น้องทุกคนที่ถูกดำเนินคดีในสภาวการณ์เช่นนี้ อยากให้ทุกคนต่อสู้และยืนหยัดต่อไปว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นโดยสงบและเปิดเผย เป็นสิ่งที่ทำได้ ” จ.ส.อ.อภิชาตกล่าว และว่า เราแสดงออกเพราะเห็นว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและวิถีทางประชาธิปไตย

ด้าน นายรัษฎา มนูรัษฎา หนึ่งในทีมทนายความคดีนี้ กล่าวว่า คดีนี้อัยการสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกภายใน 30 วัน ประเด็นเรื่องอำนาจการสอบสวน ทนายความได้ถามซักค้านพยานโจทก์ไว้ในชั้นสืบพยานด้วยว่า การดำเนินคดีมีการแจ้งให้ตำรวจในท้องที่สน.ปทุมวันดำเนินการด้วยหรือไม่ คดีนี้มีความสำคัญการที่ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ไม่ควรถูกดำเนินคดี บ้านเมืองเราหากขาดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานจะอยู่ได้อย่างไร วันนี้ต้องขอบคุณผู้พิพากษาที่ประทานความยุติธรรม ยกฟ้องคดี จำเลยไม่ต้องมีความผิด

ขณะที่คณะทำงานอัยการ กล่าวว่า จากนี้ต้องคัดรายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มมาตรวจดูประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ อย่างไร การอุทธรณ์จะมีเวลา 30 วัน นับจากที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ทันต้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ ขณะที่คำพิพากษาวันนี้ศาลได้วินิจฉัยเรื่องข้อกฎหมาย โดยยังไม่ได้วินิจฉัยพฤติการณ์จำเลยว่ากระทำผิดหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การที่ศาลมีคำวินิจฉัยเรื่องอำนาจสอบสวนออกมาในคดีนี้ ไม่น่าจะกระทบต่อผลคดีอื่นเพราะต้องพิจารณาตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ละคดี รายละเอียดแตกต่างกัน ขณะที่ปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของ บก.ป. เข้าใจว่าดำเนินการได้ ดังนั้นหากพิจารณารายละเอียดข้อกฎหมายแล้วถ้าอัยการไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยศาลชั้นต้น จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป