สกัด ‘ฝีดาษลิง’ เต็มที่ ‘อนุทิน’ เผยกักต่างชาติสงสัยเข้าข่าย ส่งตรวจบำราศฯ ผลยังเป็นลบ
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงการเฝ้าระวังโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) ในประเทศไทย ว่า เมื่อวานนี้ตนได้เดินทางกลับมาจากการประชุมร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เมื่อเข้ามาถึงด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ นพ.โรม บัวทอง นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกองระบาดวิทยาและกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ กรมควบคุมโรค ก็ได้พาเดินดูมาตรการเฝ้าระวังที่สนามบิน ทั้งนี้ ย้ำว่าผู้ที่เดินทางเข้าไทยยังต้องกรอกข้อมูล Thailand pass อยู่ อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่สงสัยป่วยเป็นโรคฝีดาษลิง ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็มี DNA Code เพื่อตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งได้
“เมื่อมีผู้ที่เข้าข่ายสงสัย ก็จะเชิญมารับการตรวจที่สถาบันบำราศนราดูร เก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจ ซึ่งพบว่าเป็นการติดเชื้ออื่น คือ เชื้อเริม อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องมีการระวังเรื่องการสัมผัสกับผู้อื่น ฉะนั้น การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และเว้นระยะห่างก็จะช่วยให้ห่างไกลความเสี่ยงติดเชื้อฝีดาษลิงได้” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่าขณะนี้มีการตรวจเชื้อผู้ที่สงสัยอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ตรวจตามที่เราได้รับแจ้งว่ามีผู้สงสัยว่าจะป่วย พร้อมดูว่ามีการสัมผัส (Contract) ใครต่อ แต่เท่าที่ทราบข้อมูลก็พบว่ามีการสัมผัสใกล้ชิดอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเราก็ขอให้มาแสดงตนเพื่อพบแพทย์ เพราะยังมีโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดได้ เช่น เริม อีสุกอีใส
เมื่อถามว่าจะมีการกักตัวผู้ที่สงสัยว่าจะป่วยเป็นโรคฝีดาษลิงอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า หากเข้าข่ายก็จะมีกฎหมายควบคุมโรคติดเชื้อที่อนุญาตให้กักตัวได้ อย่างน้อยก็ในช่วงที่รอการตรวจหาเชื้อ

เมื่อถามข้อมูลเบื้องต้นของผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อที่ได้รับการกักตัว นายอนุทินกล่าวว่า มาจากประเทศทางตะวันตก แอฟริกา โดยเราได้เฝ้าระวังทั้งหมด กรมควบคุมโรคได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) กรณีโรคฝีดาษลิงขึ้นมาแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมเฝ้าระวัง
เมื่อถามถึงการหารือกับองค์การอนามัยโลกเรื่องวัคซีนฝีดาษลิง นายอนุทินกล่าวว่า ทางองค์การระบุว่า หากมีความจำเป็นก็จะให้การสนับสนุนตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตาม เราได้นำวัคซีนที่เกี่ยวข้องกับโรคฝีดาษ โรคไข้ทรพิษที่มีการแช่แข็งไว้เก็บรักษาโดยองค์การเภสัชกรรม ส่งไปยังกรมวิทยฯ เพื่อตรวจสอบว่าการเพาะเชื้อต่อโรคเป็นอย่างไร เพื่อนำมาวิเคราะห์ ใช้องค์ความรู้นำมาทำเป็นยารักษาโรค ซึ่งหากเป็นโรคติดต่อร้ายแรงก็สามารถประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินเพื่อดูแลสถานการณ์ต่างๆ ได้ ทั้งนี้ การตระหนักรู้และป้องกันตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญและดีที่สุด
“เราแช่แข็งไว้อยู่แต่เก็บมากว่า 40 ปีก็ต้องนำมาตรวจดูว่าเชื้อยังใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก ก็ยังไม่ได้บอกว่าวัคซีนนี้ตรงกับสายพันธุ์ของโรคฝีดาษลิงในปัจจุบัน เราจึงต้องพึ่งพาตัวเองในทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ได้อยู่เฉย” นายอนุทินกล่าว
ด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้สัมถึงการตรวจวัคซีนฝีดาษที่องค์การเภสัชกรรมเก็บรักษาไว้ ว่า เป็นวัคซีนที่เก็บมา 43 ปีในลักษณะผง (Dry freeze) มีประมาณหมื่นโดส โดยปกติจะเก็บไว้เป็นตัวอย่าง เราจึงนำมาตรวจดูซึ่งต้องใช้เวลาอีกซักพักหนึ่งเพื่อให้ทราบว่ามีความปลอดภัย ไม่มีการปนเปื้อน และยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้หรือไม่ เพราะข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2523 ที่หยุดปลูกฝีดาษคน (Smallpox) ระบุว่าป้องกันได้ 85% นั่นเป็นข้อมูลเก่า แต่ฝีดาษตัวปัจจุบันยังไม่มีข้อมูล อย่างไรก็ตาม ผลตรวจวัคซีนเบื้องต้นพบว่าเป็นการนำเชื้อเป็นที่มีชีวิตมาน็อกไว้ เมื่อนำมาเพาะเชื้อก็โตเร็วมาก แต่ยังต้องรอกระบวนการอีกยาว โดยวันนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูว่าเราต้องตรวจอะไรอีกบ้าง หากจะใช้จริง ต้องทำอย่างไรบ้าง
“หากเราเจอคนไข้ในประเทศเมื่อไหร่ เราจะนำเชื้อปัจจุบันมาเพาะกับภูมิคุ้มกันจากเลือดของคนที่ได้รับวัคซีนเมื่อก่อนปี 2523 มาตรวจดูว่าสู้กับเชื้อได้หรือไม่ แต่วันนี้คนที่มาตรวจยังให้ผลลบ เป็นโรคอื่นอยู่ ยังไม่เจอฝีดาษลิงในไทย” นพ.ศุภกิจกล่าว
เมื่อถามถึงการตรวจหาเชื้อฝีดาษลิงในผู้ที่เข้าข่ายสงสัยมีกี่ราย และใช้วิธีการใด นพ.ศุภกิจกล่าวว่า เมื่อมีเคสสงสัยมาเราก็ตรวจ หากยังไม่มีผื่นก็สวอปเชื้อจากจมูก เพื่อทำ RT-PCR แต่หากมีผื่นแล้วก็สวอปจากผื่นซึ่งที่มีโอกาสเจอเชื้อมากกว่า ดังนั้น หากผู้ที่มาจากแอฟริกา อังกฤษ ที่เริ่มมีไข้ มีความเสี่ยงสูงเราก็นำมาตรวจ แต่ช่วงที่เริ่มแพร่เชื้อคือช่วงที่ออกผื่น ซึ่งช่วงนั้นทำให้สังเกตได้ คนก็จะเลี่ยงการสัมผัสได้

