ตำรวจ PCT รวบ 6 ชาวไต้หวันตุ๋นลงทุนคริปโทฯ เหยื่อกว่า 500 ราย เสียหายกว่า 120 ล้านบาท

31.05.22 | 11:42 น.

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร. หรือ Police Cyber Taskforce (PCT)) พร้อมด้วย พล.ต.ท.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุมกลุ่มชาวจีนไต้หวันหลอกลงทุนคริปโทเคอร์เรนซี จำนวน 6 ราย พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 7 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 45 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่ตึกแถวในพื้นที่เขตประเวศ กรุงเทพฯ


พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากชุดปฏิบัติการที่ 1 PCT ตรวจพบว่าชาวจีนไต้หวันกลุ่มหนึ่งมีพฤติการณ์น่าสงสัย โดยเข้ามาในประเทศด้วยวีซ่าทำงานในมูลนิธิการกุศล แต่กลับจะเดินทางไปเที่ยวเกาะสมุย จึงทำการตรวจสอบข้อมูลจนพบว่าในกลุ่มดังกล่าวมีบุคคลที่มีหมายจับจากต่างประเทศ จำนวน 2 ราย ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชนผ่านโทรศัพท์และระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต” จากนั้นชุดสืบสวนได้เฝ้าติดตามจนทราบว่าชาวจีนไต้หวันกลุ่มนี้พักอาศัยอยู่ตึกแถวในเขตประเวศ กรุงเทพฯ โดยจะเก็บตัวอยู่แต่ภายในตึกทั้งวันไม่ออกไปไหน จึงได้นำหมายค้นศาลอาญาพระโขนงเข้าตรวจค้นจนสามารถจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิดได้ 6 ราย

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์ร่วมกันหลอกลวงชาวจีนและชาวจีนไต้หวันให้ร่วมลงทุนเหรียญสกุลเงินดิจิทัล และรับแลกเปลี่ยนเงินผิดกฎหมาย โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำและใช้บัญชีธนาคารสัญชาติจีนเป็นเส้นทางการเงินในการกระทำความผิด โดยมีผู้เสียหายกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 120 ล้านบาท

ขณะที่ พล.ต.ต.ธนิตเปิดเผยว่า เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” แก่ผู้ต้องหา 4 ราย ข้อหา “กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด” 1 ราย และเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ทาง สตม.จะทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และผลักดันผู้ต้องหาออกนอกประเทศ รวมถึงจะบันทึกข้อมูลบุคคลต้องห้ามไม่สามารถเข้ามาในราชอาณาจักรได้อีกต่อไป

Advertisement

ขณะที่ พล.ต.ท.กิตติ์รัฐกล่าวว่า จากสถิติคดีออนไลน์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เสียหายแจ้งความแล้ว 30,029 ราย โดยคดีที่สูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า 10,603 คดี, หลอกให้ทำงานออนไลน์ เช่น ให้รีวิวสินค้า หรือกดไลค์สินค้า 3,666 คดี และหลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน 2,993 คดี จึงขอฝากถึงประชาชนว่า ขอให้เลือกซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ หรือรู้จักเท่านั้น และงานที่การันตีรายได้วันละ 500-1,000 บาท ส่วนมากไม่มีอยู่จริง ขอแนะนำให้สมัครงานกับบริษัทที่จดทะเบียน รวมถึงข้อความอนุมัติวงเงินกู้จากคนที่ไม่รู้จักส่วนมากจะเป็นมิจฉาชีพ