กก.วินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะ 3 สั่ง บช.น.เปิดยอดการใช้เเก๊ส-น้ำตา กระสุนยาง

1.06.22 | 14:54 น.

คกก.วินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารฯสั่ง บช.น.เปิดเผยภาพรวม ยอดกำลังพล-แก๊สน้ำตา-กระสุนยางที่ใช้ในม็อบตั้งเเต่ปี63-ปัจจุบัน ชี้การเปิดเผยแสดงถึงความโปร่งใสตรวจสอบได้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย


เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการได้เผยแพร่ผลการประชุมของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน และการบังคับใช้กฎหมาย คณะ 3 (กวฉคณะ3) ซึ่งมีพล.อ. กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ เป็นหัวหน้าคณะ และมี พล.ต.ต. ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ นายธนกฤต วรธนัชชากุล รองศาสตราจารย์วรรณภา ติระสังขะ และนายพีระศักด์ ศรีรุ่งสุขจินดา เป็นกรรมการในการประชุมครั้งที่ 10/2565 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2565

เป็นเรื่องการเปิดเผย “ข้อมูลจำนวนกำลังพลและเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึงปัจจุบัน

โดยมีนายพงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ บรรณาธิการอาวุโสสำนักข่าว The MATTER ผู้อุทธรณ์

Advertisement

ความว่า ผู้อุทธรณ์ขอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับคู่มือในการปฏิบัติการควบคุมฝูงชนของตำรวจ จำนวนกำลังพล รวมทั้งจำนวนแก๊สน้ำตาและกระสุนยางที่เบิกมาและใช้ไปในการควบคุมฝูงชนในการชุมนุมทางการเมือง ระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึงปัจจุบัน (ยอดรวม และแยกเป็นรายเหตุการณ์ โดยแยกตัวเลข เบิกมา กับ ใช้ไป หรือ ส่งคืน ) แต่หน่วยงาน A ปฏิเสธการเปิดเผยโดยให้เหตุผลว่า การเปิดเผยจะส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการยุติหรือให้เลิกการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 15 (2) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

คณะกรรมการวินิจฉัยฯ พิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้
1.คู่มือในการปฏิบัติการควบคุมฝูงชนของตำรวจ ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารดังกล่าวไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แม้ว่าบุคคลที่ขอข้อมูลจะไม่มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดูได้ รวมถึงสามารถขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้เช่นกัน ตามมาตรา 9 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดังนั้น คู่มือในการปฏิบัติการควบคุมฝูงชนของตำรวจจึงเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยได้

2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 41 (1) ได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนในการได้รู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ (Right to Know) ในการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ และมาตรา 59 ยังกำหนดหน้าที่ของรัฐในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการ ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้วการเปิดเผยยอดรวมทั้งหมดของจำนวนกำลังพล รวมทั้งจำนวนแก๊สน้ำตาและกระสุนยางที่ใช้ในการควบคุมฝูงชนในการชุมนุมทางการเมือง โดยไม่ระบุหรือแยกเป็นรายเหตุการณ์จึงไม่กระทบกับความมั่นคงของรัฐ และมิได้ทำให้ผู้อุทธรณ์ทราบถึงอัตราการจัดกำลังพลและเครื่องมือที่นำมาใช้ในการควบคุมฝูงชนอันจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตามมาตรา 15 (2) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แต่อย่างใด และการเปิดเผยยังจะเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงาน A ด้วย ดังนั้น จึงเปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้ถึงยอดรวมจำนวนกำลังพล รวมทั้งยอดรวมจำนวนแก๊สน้ำตาและกระสุนยางที่เบิกมา ใช้ไป และส่งคืน ในการควบคุมฝูงชนในการชุมนุมทางการเมือง ส่วนการเปิดเผยข้อมูลจำนวนกำลังพล และจำนวนแก๊สน้ำตา และกระสุนยาง โดยแยกเป็นรายเหตุการณ์ และแยกตัวเลข เบิกมา กับ ใช้ไป หรือ ส่งคืน อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมการชุมนุมเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และการปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น รวมทั้งอาจไม่สามารถป้องกันเหตุความไม่สงบอันอาจเกิดขึ้นหรือเกี่ยวข้องจากการชุมนุม ตลอดจนอาจไม่สามารถทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนส่วนรวมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมาตรา 15 (2) แห่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ดังนั้น จึงไม่อาจเปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบโดยแยกเป็นรายเหตุการณ์ ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยงาน A ดังกล่าวที่ คณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูลข่าวสารคณะ3 สั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารนี้คือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.)

สำหรับ กวฉ.คณะ3 นี้เป็นคณะที่เคยมีคำวินิจฉัยให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 2 และนายวิษณุ เครืองาม กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 2 ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา