‘ชุมชนยั่งยืน’ อีกโมเดล สู้ปัญหายาเสพติด
‘สูญสิ้นความเป็นคน’ คือหนึ่งในผลงานของ ‘ดาไซ โอซามุ’ นักเขียนนามอุโฆษจากแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งกล่าวถึงบทชีวิตของชายคนหนึ่ง ที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีดำแห่งความระทม ก่อนจะปิดม่านด้วยความตาย เฉกเช่นผู้ก้าวสู่วังวนยาเสพติด ที่สุดท้ายมักถลำลึกจนลืมความเป็นคนหมดสิ้น ก่ออาชญากรรมตั้งแต่การชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฆาตกรรม หรือแม้แต่จับมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นตัวประกัน
แม้จะมีการจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ ทั้งผู้ค้ารายย่อย ไปถึงตัวการระดับหัวจ่าย อย่าง ‘เพ๊าซี อาแวแม’ ตัวเอ้ค้ายานรกในพื้นที่ปลายด้ามขวานทอง ซึ่งถูกจับกุมเมื่อช่วงต้นปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะต้นเหตุอย่างตัวผู้เสพยาเสพติดเองยังคงเสาะหายาเสพติดเช่นเดิม
ที่ผ่านมาสังคมยังคงมีมุมมองต่อผู้เสพยาเสพติดด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ไม่ต่างจากอาชญากรร้ายแรงที่ไม่ควรกลับคืนสู่สังคม อีกทั้งศูนย์บำบัดฟื้นฟูที่มีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้เข้ารับการบำบัดจำเป็นต้องจากครอบครัวไปเป็นเวลานาน ส่งผลให้แม้ผู้เสพยาเสพติดจะผ่านการบำบัดมาแล้ว แต่กลับเป็นดั่งบุคคลไม่ทันโลก ขาดภูมิคุ้มกันทางใจ ไร้ซึ่งความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ กลายเป็นบุคคลชายขอบของสังคม และหวนกลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำ ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาละเอียดอ่อน เกี่ยวโยงทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัว การเลี้ยงดู การศึกษา หรือแม้กระทั่งอาจเกิดจากความคึกคะนองเพียงชั่วขณะของวัยรุ่น
จึงนำมาสู่ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ที่ได้กำหนดนิยามของความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับการผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง เว้นแต่มีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ และการยึดหลัก ‘ผู้เสพคือผู้ป่วย’ ที่ควรได้รับการช่วยเหลือให้เข้าบำบัด นอกจากนี้ การลงโทษผู้เสพยาเสพติด ยังให้ศาลคำนึงถึงชนิดและจำนวนของยาเสพติดที่เสพ ว่าเป็นการเสพยาเสพติดเป็นครั้งคราวหรือประจำ หรือเสพยาเสพติดเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานบางอย่าง ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ผู้เสพยาเสพติดคืออาชญากร
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดทำ ‘โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด แบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ’ เป็นการบำบัดฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Treatment : CBTx) บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วนในชุมชน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และตัวชุมชนเอง เพื่อสร้างการบำบัดฟื้นฟูใกล้บ้านหรือภายในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนจากการบำบัดที่ต้องตัดขาดจากครอบครัวและโลกภายนอก
เป็นการเข้าบำบัดที่ศูนย์ในชุมชนแทน รวมถึงมีการจัดหาการเรียนการสอนทักษะอาชีพ เพื่อให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างสุจริตชน โดยขณะนี้ มีชุมชมในการดำเนินการทั้งหมด 1,483 ชุมชน แบ่งเป็น 1 ชุมชน ต่อ 1 สถานีตำรวจ ครอบคลุมพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9
สำหรับการดำเนินการ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.ขั้นตอนการเตรียมการ เป็นการคัดเลือกชุมชนเป้าหมายและจัดทำแผนดำเนินการ รวมถึงประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกัน 2.ขั้นตอนดำเนินการ ที่ต้องบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็ง ที่มีส่วนร่วมในการดูแลผู้เสพยาเสพติด โดยร่วมมือจากทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการและความรุนแรงของผู้เข้ารับการบำบัด รวมถึงจัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างอาชีพให้แก่ผู้เสพยาเสพติด และ 3.ขั้นตอนการประเมินผล โดยการให้คณะกรรมการและชุมชนมีส่วนร่วมติดตามประเมินผลในพื้นที่ โดยในวันที่ 1-3 มิถุนายนนี้ จะเป็นการเริ่มขั้นตอนดำเนินการของทุกชุมชนทั่วประเทศ
จึงทำให้ได้เห็นการทำงานในอีกมิติหนึ่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จากเดิมประชาชนจะคุ้นชินกับการไล่ล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดี เป็นการลงพื้นที่ประสานแนวร่วมในชุมชน นำตัวผู้เสพยาเสพติดเข้ารับการบำบัด
พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้รับผิดชอบงานป้องกัน และบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดมีความเห็นว่า องค์ประกอบของการเกิดอาชญากรรม ประกอบด้วย คนร้าย, เหยื่อ และโอกาส ซึ่งยาเสพติดถือเป็นหนึ่งในโอกาสที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเด็กแว้น หรือปัญหาวัยรุ่นมั่วสุมกัน
โดยการปราบปรามนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่การป้องกันเองก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการคู่กันไป จึงต้องหาวิธีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ประชาชนหันมายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ผ่านมา มีผู้เสพยาเสพติดหลายรายที่อยากเข้ารับบำบัด
แต่ยังติดเงื่อนไขว่าศูนย์บำบัดมีจำนวนน้อย ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ จึงนำมาสู่การใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อไม่ให้ผู้เข้ารับการบำบัดต้องจากลาครอบครัวไปไกล และสามารถเข้ารับการบำบัดได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้เวลา ไม่อาจเห็นผลได้ในระยะสั้น แต่ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์กับสังคม ต่อไปหากชุมชนอื่นเห็นชอบและนำการดำเนินการไปปรับใช้ ก็จะช่วยให้มีศูนย์บำบัดเกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งตนเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 5 ปี และเมื่อถึงตอนนั้น อาชญากรรมในชุมชนจะลดลงอย่างมีนัยยะ ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปดำเนินการในชุมชนเอง ก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านการอบรม มีจิตสาธารณะ และมีวาทศิลป์ในการเชิญชวนผู้เสพยาเสพติดมาเข้ารับการบำบัด เพราะนี่ไม่ใช่การจับกุมตัวคนร้าย แต่เป็นการใช้กระบวนการสาธารณสุขนำในการแก้ปัญหา
อาจกล่าวได้ว่า โครงการดำเนินการดังกล่าวเปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้สักต้น ที่ต้องใช้เวลาในการเติบโต แต่เป็นการดำเนินการแบบยั่งยืน ที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดต่อไป และยังทำให้ผู้เสพยาเสพติดกล้ายอมรับความผิดพลาด และเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง
แทนการถูกตราหน้าเป็น ‘ผู้กระทำผิด’ ที่ต้องคอยหลบซ่อนจากสังคมเหมือนที่ผ่านมา

