รอง ผบก.สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน โพสต์คดีแตงโม ภาค 2 ใช้หลักฐานจาก ตปท.เสนอต่อศาลได้หรือไม่?
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ต.อ.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อเขียนเรื่อง คดีแตงโม (ภาค ๒) เฟซบุ๊ก Siriphon Kusonsinwut โดยมีเนื้อหาดังนี้
”วันก่อนได้กล่าวถึงคดีแตงโมที่คุณแม่มอบหมายทนายความฟ้องร้อง โดยใช้สิทธิตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๒๘ ผู้เสียหายหรือผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลเอง โดยไม่ผ่านพนักงานสอบสวน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นสิทธิโดยชอบของผู้เสียหายตามระบบกฎหมายไทย
วันนี้ มาพูดถึงการนำสืบพยานหลักฐานสักหน่อย เพราะมีประเด็นต่างๆ เยอะ เช่น ผู้เสียหายนำพยานหลักฐานจากต่างประเทศมาเสนอต่อศาลได้หรือไม่ และอาจจะมีประเด็นเรื่องพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Evidence) และพยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert Witness) ซึ่งน่าสนใจว่า จะเสนอได้หรือไม่อย่างไร ศาลจะมีตรวจสอบความน่าเชื่อของพยานหลักฐานได้หรือไม่ อย่างไร
สำหรับหลักการสืบพยาน จะมีกฎทองที่สำคัญในการนำสืบและรับฟัง (Golden Rule of Evidence Admissibility) ได้แก่ (๑) ตรงประเด็น (Relevancy) (๒) คุณค่าของพยาน (Probative Value) และ (๓) ไม่ต้องห้ามมิให้รับฟังตามบทตัดพยาน (Exclusionary rule)
ตามหลักการแล้ว ผู้ฟ้องคดีอาญา จะกล่าวอ้างพยานหลักฐานใด ก็จะต้องขออนุญาตไว้ในบัญชีระบุพยาน และผู้นำจะมีหน้าที่นำสืบ (ปลดเปลื้องภาระการพิสูจน์ – burden of proof) กล่าวคือ จะอ้างอะไร ก็ต้องขออนุญาตและต้องนำสืบ เว้นแต่ เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันทั่วไปไม่อาจโต้แย้งได้ หรือคู่ความยอมรับกัน ซึ่งโดยปกติ ในวันที่จะมีการตรวจพยาน คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะคุยกันว่าอะไรที่รับกันได้ (ซึ่งไม่ต้องสืบ) อะไรที่รับไม่ได้ ก็นำสืบกันต่อไป
ส่วนจำเลย มีสิทธิที่จะไม่ให้การ หรือปฏิเสธลอยๆ ได้ โดยไม่มีความผิด และฝ่ายที่ฟ้องหรือรัฐจะอ้างว่า จำเลยไม่นำสืบแก้ต่าง ดังนั้น จึงถือว่าจำเลยยอมรับ ตามหลักกฎหมายในคดีแพ่ง ที่ว่านิ่งคือ การยอมรับ ไม่ได้ ดังนั้น ถ้ามีการกล่าวอ้างว่า เพราะจำเลยไม่อธิบายไม่นำสืบพยาน จึงถือว่าจำเลยกระทำผิด การอ้างแบบนี้ คือ การลงโทษจำเลย อันเนื่องมาจากการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งจะต้องห้ามโดยเด็ดขาด โจทก์ยังมีหน้าที่สืบให้สมตามประเด็นที่กล่าวอ้างเช่นเดิม
ที่นี้ มาประเด็นพยานหลักฐานที่มาจากต่างประเทศ หรือพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ กรณีนี้ เป็นพยานความเห็น ที่ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ แต่อาศัยความรู้หรือความเชี่ยวชาญในทางวิชาการ วิชาชีพ หรือกิจการงานสาขาใดสาขาหนึ่ง โดยไม่ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสาขานั้น หรือจบปริญญาแต่ประการใด
โจทก์(ซึ่งเป็นเอกชน) หรือคู่กรณี อาจจะอ้างพยานบุคคลดังกล่าวหรือพยานหลักฐานดังกล่าวได้เสมอ โดยไม่ต้องผ่าน พ.ร.บ.ความร่วมมือทางอาญา หรือสนธิสัญญาใดๆ แต่จะต้องขอไว้ในบัญชีระบุพยาน และต้องนำสืบ เช่น
(๑) ผู้เชี่ยวชาญนั้น เป็นใคร มีความรู้ความเชี่ยวชาญอย่างไรบ้าง
(๒) วิชาความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญนั้น นำมากล่าวอ้างนั้น ได้รับการยอมรับ การตีพิมพ์ หรือผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพเดียวกันได้รับรองหรือไม่ (Peer review)
(๓) ผลการพิสูจน์มีความน่าเชื่อถูกต้องหรือไม่ การจัดเก็บพยานหลักฐานขาดตอนหรือมีช่องโหว่ของห่วงโซ่พยาน (Chain of custody) ที่ก่อให้เกิดความสงสัยที่จะถูกปนเปื้อนหรือถูกเพิ่มเติมเสริมแต่ง (Contamination) ได้หรือไม่ และอาจจะพิจารณาลึกลงไปว่า มีการตรวจซ้ำๆ หรือไม่ ถ้าตรวจสอบซ้ำๆ ผลจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร
หลักการตรงนี้คือป้องกัน การกล่าวอ้าง ในลักษณะ Fake Science หรือประยุกต์ใช้โดยจินตนาการที่ขาดความรู้พื้นฐานแต่จิ้นเอาแบบหนังวิทยาศาสตร์ที่เกินจริงหรือเป็นไปไม่ได้
หลักการเรื่องผู้เชี่ยวชาญในคดีอาญา ในประเทศไทย โดยปกติจะขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล ดังนั้น ในฝ่ายรัฐจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๒๔๓ แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญในส่วนของจำเลย หรือการนำมาคดีมาฟ้องเอง เช่นนี้ ก็ต้องขอนำสืบพยานผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายตนเอง และต้องนำสืบให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญน่าเชื่อถือนั้น มากน้อยเพียงใด
ประเด็นเรื่อง Expert witness หรือ Expert Testimony นี้ เป็นเรื่องสำคัญ หากในสหรัฐ ศาลก็จะทำหน้าที่เป็นผู้รักษาประตู หรือ Gate Keeper มิใช่ จำเลย (หรือโจทก์ที่ฟ้องเอง) จะอ้างอะไรมาก็ต้องรับหมด แต่จะต้องดูถึงความน่าเชื่อถือนั้นๆ ที่ได้นำเสนอต่อศาล
ในกรณีปกติที่ โจทก์เป็นรัฐ และจำเลยเป็นประชาชนทั่วไป หากทั้งสองฝ่ายอ้างพยานผู้เชี่ยวชาญมาสืบต่อศาล หากเป็นกรณีชัดเจนว่าฝ่ายใดน่าเชื่อถือกว่า ศาลอาจจะใช้ดุลพินิจรับฟังความเห็นแต่ละฝ่ายไปเลย แต่ถ้าน้ำหนักก้ำกึ่งกัน ศาลอาจจะตั้งผู้เชี่ยวชาญคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับขึ้นมาให้ความเห็นเอง เป็นคนที่สาม ศาลจะไม่ด่วนสรุปวินิจฉัยเอง
กรณีของคดีแตงโม มีการอ้างพยานหลักฐานกันอุตลุด กรณีนี้ก็ตกเป็นหน้าที่ของศาลที่จะใช้ดุลพินิจรับฟังความน่าเชื่อถือของแต่ละฝ่าย ซึ่งก็จะเป็นกรณีที่จะต้องติดตามกันต่อไป
งานนี้ มีลุ้นในการชิงไหวชิงพริบกันต่อไป (เพราะเราไม่รู้เลยว่า แท้จริงแล้ว ฝ่ายที่ฟ้องคดีเอง จะมีพยานหลักฐานแค่ไหน อะไรบ้าง) แต่สุดท้าย ก็อยู่ที่ศาลนั่นแหละที่จะยอมรับและเชื่อฟังพยานหลักฐานดังกล่าวหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร”

