‘แอ๊ด คาราบาว’ มองอนาคตกัญชาไทย ‘คนรากหญ้า’ ต้องเข้าถึง หลังปลดล็อก

7.06.22 | 08:10 น.

‘แอ๊ด คาราบาว’ มองอนาคตกัญชาไทย ‘คนรากหญ้า’ ต้องเข้าถึง หลังปลดล็อก

ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงกรณีวันที่ 9 มิถุนายนนี้ กัญชาจะถูกปลดล็อกออกจากทะเบียนยาเสพติดประเภทที่ 5 อย่างเป็นทางการ ทำให้ประชาชนจะสามารถใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของกัญชาได้


แอ๊ด ยืนยันว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะกัญชามีศักยภาพที่สามารถช่วยเหลือมนุษยชาติ ในเรื่องของการเป็นสรรพคุณทางยาได้

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สากลเขารู้ดีกันอยู่แล้ว ต่างประเทศเขาก็ใช้ แล้วเขาก็ยอมรับ อย่างในสหรัฐอเมริกาก็ดี ในแคนาดาก็ดี หรือในประเทศที่เขาเจริญแล้ว มีวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ก็ได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่ากัญชามีสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ถ้าเราใช้ได้ถูกต้อง และสามารถที่จะสกัด ยับยั้งโรคได้หลายโรค เช่น ผู้ป่วยมะเร็งที่แพ้เคมี เวลาทำคีโมก็ใช้กัญชาเข้าไปประกอบด้วย จะทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้นมันอาจจะไม่ใช่การรักษาโดยตรง แต่ลดความทรมานได้”

“อย่างคนที่มีเงิน เขาก็ต้องไปหาหมอแพทย์แผนปัจจุบันอยู่แล้ว ซึ่งการที่จะรักษามะเร็ง คนหนึ่ง 10-20 ล้านบาท แต่สำหรับคนจน เขาไม่มีปัญญาขนาดนั้น เขาใช้แต่ประกันสังคม พอไปโรงพยาบาลเจอโรคร้ายร้ายอย่างนี้ เขาลำบาก เขาเจ็บปวด เพราะหมอเองก็ไม่พอ หมอก็รักษาไปตามมี แต่กัญชาจะเป็นยาที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีฐานะไม่ดีสามารถใช้ฟื้นฟูตัวเองได้ หรือแม้แต่คนที่มีตังค์ แต่หมดสิ้นความหวังกับการรักษาในระบบ ปรากฏว่าเขาไม่หาย เขาก็ต้องหันมาใช้กัญชา เป็นยาสกัด” นายยืนยงระบุ

Advertisement

เมื่อถามต่อว่า เพราะการแพทย์ในระบบไม่ครอบคลุมคนทั้งหมด?

นายยืนยงกล่าวว่า จะมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ คนจน ไม่มีเงินไปรักษาแบบคนรวย ประเภทที่ 2 คือคนรวยแต่ไปรักษาแล้วก็ดีขึ้น แต่ยังต้องหาตัวช่วย ซึ่งเขาก็ใช้กัญชาด้วย ควบคู่กันไป ตนว่าเป็นประโยชน์

ในขณะที่กัญชาจะได้ปลดล็อก ประชาชนส่วนหนึ่งอย่างเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ก็สะท้อนว่า ถึงจะปลดล็อกแต่ก็ไม่ได้เสรีจริง

การเข้าถึงของคนรากหญ้า ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก ต้องมีค่าโรงเรือน ค่าใบอนุญาต ต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ในการเข้าตรวจ กลัวจะเป็นการผูดขาด เอื้อเฉพาะนายทุนเจ้าใหญ่

มีความเห็นว่าควรปรับแก้ตรงนี้ไหม ปลดล็อกกัญชาแบบไหน ที่ประชาชนจะได้ประโยชน์จริง? 

นายยืนยงกล่าวว่า อันนี้ยังใหม่อยู่ เริ่มต้นก็ต้องเริ่มแบบนี้ ค่อยๆ ปล่อย ค่อยๆ ผ่อน

“ที่ผมสู้กันมา 3-4 ปีมานี้ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ สู้จนคนที่สู้ด้วยตายไปหมดแล้ว ลุงตู้, ด.เดี่ยว  ตายไปหมดแล้ว คิดดูสิ คนพวกนี้เป็นผู้บุกเบิก เก่งมาก แล้วทำมาก่อน ที่เขาทำมาเป็นรากฐานให้เราสามารถนำมาคิด พิจารณาต่อยอดได้

อย่างว่า กัญชากับแพทย์แผนปัจจุบันมันสวนทางกัน ถ้าเกิดว่าเราไปคุยกับหมอ แพทย์แผนปัจจุบัน เขาก็จะไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่ได้เรียนมาทางนี้ เขาเรียนมาอีกทางหนึ่ง เขาเรียนศาสตร์ที่สูงมาก ซึ่งคนที่จะเรียนแพทย์ได้ต้องเป็นคนที่ เกรด 3.80-3.90 หัวกะทิ คนพวกนี้เขาถือว่าเขาเก่ง คนที่เรียนแพทย์ก็ดี หรือคนที่เป็นผู้พิพากษา เป็นระดับชั้นในสังคมที่สูงสุดของห่วงโซ่อาหาร คนพวกนี้ฉลาด จึงมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง

แต่กัญชา ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องให้คนพวกนี้ยอมรับ เป็นเรื่องที่โลกทั้งโลกสั่นสะเทือน เพราะกัญชาเขายอมรับกันแล้ว อย่างในสหรัฐอเมริกา ก็มีหลายรัฐที่ให้เปิดขายได้อย่างเสรี แต่สำหรับประเทศไทย เป็นประเทศที่ไม่ได้มีสภาพสังคมเหมือนอย่างประเทศที่เจริญแล้ว ที่มีการให้การศึกษา เอตดูเคตสังคม (educate) ก็ต้องค่อยๆ ออกกฎหมายผ่อนปรนไป” นายยืนยงกล่าว และว่า

“แต่ผมอยากฝากตรงนี้กับรัฐบาลว่า ‘อย่าหลอกประชาชน’ ขอให้ประชาชนได้ใช้โอกาสนี้ เพื่อให้เขาได้ช่วยตัวเองได้ เพราะว่าเขาไม่มีตังค์ เขาก็ต้องใช้สิ่งเหล่านี้เข้ามาช่วยเหลือตัวเอง เป็นสิ่งที่อยากให้การพิจารณาข้อกฎหมายต่อไป ‘อย่าหมกเม็ด’ ให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างง่ายๆ ถ้าคุณไปออกกฎ จะต้องมีนู่น มีนี่ ผมเข้าใจว่าเป็นขั้นตอนแรก ถ้าเราปล่อยตู้ม เสรีได้ปุ๊บปั๊บเหมือนกระท่อม พออยากจะปล่อยก็ปล่อย ตอนนี้ขายข้างทางกันเละเทะไปหมด แล้วคนก็ไม่รู้ว่ากินแล้วได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้ศึกษาอะไร” นายยืนยงกล่าว

กรณีกระท่อม งานวิจัย หรือการให้ความรู้ประชาชน ยังไม่เพียงพอ?

นายยืนยงกล่าวว่า แต่ว่าคนที่เขาใช้มานานแล้ว เขาก็กินต่อเนื่องมา ไม่ได้สนใจงานวิจัยอะไร

“สำหรับกัญชา รองลงมา มีงานวิจัยมีอะไรเยอะ เอาตรงนี้มาให้ประชาชนรู้ว่าจะรักษาได้ระดับไหน จะหายได้อย่างไร”

ควรจะมีการตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนากัญชาไทย เพื่อให้มีองค์กรรับผิดชอบชัดเจนในเรื่องการพัฒนา โดยดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือไม่?

นายยืนยงกล่าวว่า น่าจะมีตรงนี้ แต่ว่ารัฐยังไม่ชัดในเรื่องนี้ นอกจากให้ “สถาบันวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์” มหาวิทยาลัยของท่าน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่ทำได้ เป็นต้น แต่อย่างของ อ.เดชา ศิริภัทร ทำแล้วก็ถูกจับ ความจริงแล้วรัฐต้องลงไปช่วย อ.เดชา เพราะไม่ได้เพื่อการค้า แต่ทำแจก

“เมื่อ 2-3 วันมานี้พวกของผมที่อยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ได้รับหมูป่าตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้ผสมกับหมูป่าของจีน เป็นสายพันธุ์ที่กรมสมเด็จพระเทพฯ อยากอนุรักษ์ไว้ แล้วอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เอาลูกหมูป่าตัวนี้มาให้ไว้ตัวหนึ่ง แล้วเพื่อนก็เลี้ยงจนโต อ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่พอไปทำกรงให้ มันเอาข้างไปถูกรง ถลอกปอกเปิกหมด ก็เลยเอากัญชาที่ผมให้ไปทา ก็ดีขึ้น ตอนนี้ก็โทรมาขอ บอกว่ากัญชาหมดแล้ว ผมก็เลยโทรไปหา อ.เดชา ขอให้ส่งน้ำมันไปให้ ปรากฏว่า อ.เดชา ส่งไป 3 ลิตร กัญชาที่สกัดแล้ว 3 ลิตรที่ส่งไป นี่คือน้ำใจของคนที่เห็นอกเห็นใจกัน ส่งแบบเข้มข้นไป 3 ลิตร เป็นหลักล้าน ที่อเมริกาขายกัน” นายยืนยงเผย

นายยืนยงกล่าวต่อว่า รัฐไทยมักจะมองประชาชนเป็นคนโง่ เป็นคนไม่ค่อยมีความรู้ หรือไม่รู้จริง

“รัฐก็จะเชื่อแต่หน่วยงานของรัฐเท่านั้น เช่น เชื่อ อย. เชื่อกระทรวงสาธารณสุข แต่วันนี้เราโชคดีที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ได้ลงมาทำตรงนี้ ซึ่งผมก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคนั้น แต่เมื่อเห็นว่าเขาลงมาทำจริง ผู้ที่มีอำนาจรัฐลงมาทำตรงนี้ ผมก็ต้องสนับสนุน เพราะผมก็เดินเรื่องนี้ตามหลัง อ.เดชามา ไปช่วย อ.เดชาตอนที่ถูกจับ แล้วผมก็เห็นว่าพอรัฐมนตรีอนุทินมาทำ ผมก็ต้องไปช่วยซัพพอร์ต แต่งเพลงให้ ก็หวังว่าท่านจะลุยเรื่องนี้มา ปรากฏว่าก็ลุยเรื่องนี้มาจนถึงวันนี้ ก็ต้องขอบคุณ” นายยืนยงกล่าว

เมื่อถามถึงความเห็น กรณีที่กรมราชทัณฑ์ออกหมายปล่อยผู้ต้องขังคดีกัญชา กว่า 4,000 คน?

นายยืนยงระบุว่า เห็นด้วย

“คุณจะเอาเขา 4,000 คน ไปไว้ในคุก ไม่เป็นประโยชน์หรอก กัญชาเมื่อถูกกฎหมายอย่างมีเงื่อนไขแล้ว คนพวกนั้นก็ควรจะปล่อยให้ไปอยู่บ้าน ให้ไปหาอยู่ หากิน ไม่ต้องมากินข้าวหลวง เปลืองภาษีเปล่าๆ แล้วผู้ต้องหาคดีกัญชาไม่ได้เป็นกรณีที่ไปฆ่าคนตาย หรือว่าไปค้ายาบ้า ยาอี ยาไอซ์ เฮโรอีน ถ้าอย่างนั้นปล่อยไปไม่ได้ แต่กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดแบบนั้น ถามว่าติดไหม กินข้าวก็ติด สมมุติเรากินข้าวเหนียว แล้วเดือนหนึ่งเราไม่ได้กินข้าวเหนียวเลยอย่างเป็นกิจวัตร เราอยากกินข้าวเหนียวไหม? เราก็อยากกินข้าวเหนียว กัญชาก็เหมือนกัน เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่ติดได้ ถ้าเราใช้บ่อยๆ มันก็ติด”

เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดให้กลิ่นและควันกัญชา เป็นเหตุรำคาญตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข ว่าคิดเห็นอย่างไร?

นายยืนยงกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ศึกษา เพราะตนไม่ได้สนใจเรื่องสูบ

“ผมไม่สูบกัญชามาตั้งแต่เด็กแล้ว ทุกวันนี้ผมใช้ก็แค่หยอดเพื่อให้นอนหลับ เราใช้น้ำมันกัญชาเพื่อจะให้นอนหลับ เพราะอายุมากแล้ว”

ถามเรื่องการลงทะเบียนปลูกผ่านแอพพลิเคชั่น ‘ปลูกกัญ’ เป็นช่องทางที่เหมาะสม ตอบโจทย์หรือไม่?

นายยืนยงกล่าวว่า นี่เป็นข่าวใหม่สำหรับตน

“ดีสิ ดีๆ แต่ผ่านแอพพลิเคชั่น ชาวบ้านเขาจะทำเป็นหรือเปล่า” นายยืนยงกล่าว

นายยืนยงกล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลได้พิจารณาเรื่องนี้ เราไม่ต้องดู ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดแค่อย่างเดียวว่าประเทศเราเป็นประเทศโลกที่ 3 หรือ วันนี้จะเป็นโลกที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เป็นโลกที่ประชาชนยังไม่พัฒนาเท่าไหร่ ดังนั้น อยากให้ทางรัฐบาลให้การศึกษาประชาชนอย่างถูกต้อง ไม่ใช่เอาแต่จะหวังอย่างเดียว แล้วก็มองว่าเป็นยาเสพติด

“เมื่อประมาณครึ่งปีที่แล้วผมไปเล่นดนตรีที่พัทยา มือโซโล่ของวงคาราบาวไปเยี่ยมบ้านที่จังหวัดตราด แล้วปรากฏว่าคนขับรถของเขาได้กัญชามาจากไหนไม่รู้ 1 ต้น ใส่กระถาง เขาก็เอาขึ้นมาบนรถ พวกเราก็มองเห็นเป็นเรื่องปกติ เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งมาวางไว้บนรถ ปรากฏว่าพอไปจอดเล่นที่พัทยา ก็ปรากฏว่านักข่าวมาเห็นแล้วไปแจ้งตำรวจ ตำรวจก็มาจับเอาไปโรงพักแล้วขังคุกไว้คืนหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าก็ไปส่งฟ้องศาล เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตแค่กัญชาต้นเดียว เมื่อ 6 เดือนที่แล้วนี้เอง จับคนขับรถของวงคาราบาวไป ผมบอกโอ้! ทำไมมันโหดร้ายถึงขนาดนี้

ตอนนั้นยังไม่มีข่าวนี้ออกมา ตอนนี้มีข่าวเรื่องการปลดล็อก ผมก็ไม่รู้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาจะปรับตัวทันหรือเปล่า”

“ต้องให้รัฐบาลชัดเจน แล้วออกคำสั่งมา เจ้าหน้าที่เขาจะได้ปฏิบัติถูก ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่าไปรังแกประชาชน แต่ตอนนี้ (ตำรวจ) น่าจะรู้แล้ว เพราะปล่อยคนที่ติดคุกเรื่องกัญชาออกมาแล้ว” นายยืนยงกล่าว

มองภาพรวมการปลดล็อกกัญชาครั้งแรก เป็นทิศทางที่ดีหรือไม่?

นายยืนยงกล่าวว่า ต่างประเทศก็ไปถึงไหนกันแล้ว เราก็มีโอกาส เพราะประเทศเราสามารถปลูกกัญชากลางแจ้งได้ ต่างประเทศ อย่างแคนาดา ก็ยังปลูกแบบในร่ม ในอาคาร ใช้ไฟ ใช้เคมี ซึ่งประเทศไทยเรามีศักยภาพตรงนี้สูงมาก เป็นแหล่งของกัญชาที่ดัง พันธุ์หางกระรอก ภูพาน ซึ่งดังมาก เป็นที่ต้องการของต่างชาติ เพราะสาร THC สูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม ฝรั่งชอบ แต่ก็มีส่วนในการช่วยรักษาด้วย อย่างคนนอนไม่หลับ ส่วนสาร CBD เป็นตัวรักษาพวกมะเร็ง

“งานวิจัยของ ดร.ราฟาเอล เมคูลัม ของยิว ที่สหรัฐไปจ้าง ก็ยังวิจัยออกมาแล้วว่าแคนนาบินอยด์เป็นสารที่เดิมที่มีอยู่ในร่างกายของมนุษย์อยู่แล้ว แต่พออายุมากขึ้นก็หดหายไป พอวันนี้เรามาเจอว่าสารนี้มีอยู่ในพืชที่เรียกว่ากัญชา กัญชง Hemp หรือ Cannabis แล้วเราก็เอามาสกัด พัฒนาขึ้นมาเป็นยาได้ แต่ข่าวนี้ทางรัฐบาลอเมริกาก็ปิดมาหลายปี เพราะรัฐบาลอเมริกาอยู่ได้ด้วยอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมปืน อะไรที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้จะไม่แตะ” นายยืนยงชี้

หากมีการปลดล็อกกัญชาไปสักระยะหนึ่ง เห็นด้วยหรือไม่ หากกำหนดให้ประชาชนไปจดแจ้งกับท้องถิ่น เมื่อมีรายได้ก็เอาไปพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ ไม่ต้องส่งเข้าสู่ส่วนกลาง?

นายยืนยงกล่าวว่า นี่แหละเป็นวิธีกระจายอำนาจสู่ประชาชน ไม่ใช่ไปกระจายอำนาจสู่บริษัทยา

“ผมคิดว่าตอนนี้รัฐบาลลำบากใจ เนื่องจากบริษัทยาทั้งหลายไม่ว่าจะยาพารา ยาแก้ปวดก็ดี จะเข้ามาหารัฐบาลอย่างแน่นอน เหมือนตอนที่ผมร่วมกับทาง ส.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ต่อสู้เรื่อง 3 สารพิษ ‘พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต’ ที่เป็นอันตรายกับคนไทย ทำให้เกิดมะเร็งมากที่สุด ก็สู้ไป จนในที่สุดมติเป็นเอกฉันท์ให้ถอด 3 สารพิษนี้ออก เลิกใช้ แต่ปรากฏว่าอยู่ดีๆ บริษัทยาเข้ามาเกี่ยว ในที่สุดก็กลับมาให้ใช้ตามปกติ อีกหน่อยคนไทยถึงจะตายเพราะโรคมะเร็งไม่รู้เท่าไหร่ ฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยก็แล้วกัน” นายยืนยงกล่าว และว่า

“หันมาหาสมุนไพร ดีกว่าเคมีเยอะ อย่าตกเป็นทาสของฝรั่งเลย”