สกู๊ปข่าวหน้า 1 : สุญญากาศ หลังกัญชาเสรี โจทย์หินจนท.รัฐ
กัญชาถูกกฎหมายถือเป็นประเด็นที่ถูกนำมาถกเถียงในสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะมีทั้งข้อดีที่นำมาใช้ได้ทั้งในทางการแพทย์ ประกอบอาหาร ใช้เพื่อสันทนาการ หรือเป็นพืชเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายกังวล เพราะกัญชาอาจก่อให้เกิดอาการมึนเมา จนอาจถึงขั้นเสพติด โดยเฉพาะในช่วงสุญญากาศของกฎหมาย
หลังประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปลดล็อก กัญชา มีผลบังคับใช้วันที่ 9 มิถุนายน 2565 จึงถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของเมืองไทย ที่ถอดกัญชาออกจากยาเสพติดส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของกัญชา อาทิ ลำต้น ใบ ดอก ไม่ว่าจะสดหรือแห้ง ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติดอีกต่อไป
อีกทั้งยังได้ยกเลิกความผิดฐานผลิต นำเข้า หรือส่งออก ครอบครอง จำหน่าย รวมถึงสูบ
การปลูกกัญชา แม้จะไม่ต้องขออนุญาต แต่ประชาชนยังต้องทำการจดแจ้ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น ปลูกกัญ เพื่อช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการจดแจ้งที่สะดวกรวดเร็ว
เมื่อกฎหมายยกเลิกความผิดของกัญชาแล้ว ผู้ต้องขังและผู้ต้องหาคดีกัญชา จำนวน 4,200 ราย จึงไม่เป็นผู้กระทำความผิด และจะได้รับการปล่อยตัว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายเช่นกัน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศสั่งไม่ฟ้องคดีเกี่ยวกับกัญชาที่อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ส่วนกรณีขออนุมัติศาลออกหมายจับแล้ว ให้ขอถอนหมายจับ เว้นแต่มีความผิดอื่นด้วย ก็จะยังคงดำเนินการตามกฎหมาย ในข้อหาความผิดอื่น
ด้านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้ดำเนินการคืนทรัพย์สินของผู้ต้องหาในคดีกัญชาที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และศาลยังไม่ได้ตัดสินให้สิ้นสุด ตามที่เลขาธิการ ป.ป.ส.มีคำสั่งให้ยึดอายัดทรัพย์ชั่วคราว
ซึ่งครอบคลุมทั้งการยึดทรัพย์ก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติด และการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ โดยมีจำนวน 99 คดี มูลค่ารวมกว่า 110 ล้านบาท โดยสามารถยื่นขอรับทรัพย์สินคืนได้ที่สำนักงาน ป.ป.ส.(ดินแดง) หรือส่วนภูมิภาคตามพื้นที่ที่มีการสอบสวนคดียาเสพติด
หรือที่เคยยื่นเรื่องคัดค้านไว้ เว้นแต่ทรัพย์สินที่ได้มีการขายทอดตลาดไป และยังได้มีการคืนกัญชาของกลาง ซึ่งมีจำนวน 16 ตันโดยนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2564-27 พฤษภาคม 2565
อย่างไรก็ตาม ประกาศปลดล็อกฉบับดังกล่าวไม่ใช่ให้ เสรีกัญชา เต็มร้อย เนื่องจากในการครอบครอง ใช้ หรือจำหน่ายสารสกัดจากกัญชา ที่มีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) เกินกว่า 0.2% โดยไม่มีใบอนุญาต ใบสั่งแพทย์ สารสกัดไม่ผ่านการรับรองโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสารสกัดจากกัญชาที่มีแหล่งที่มาจากภายนอกประเทศ ยังถือว่ามีความผิดอยู่
โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ จะทำการยึดสารสกัดดังกล่าว เพื่อส่งตรวจหาค่า THC และตรวจสอบการขออนุญาต ซึ่งถ้าหากพบว่าผิดกฎหมาย จึงจะดำเนินคดีในภายหลัง
ส่วนการสูบกัญชาในที่สาธารณะ ซึ่งรบกวนสิทธิผู้อื่น ยังถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท แต่การสูบกัญชาในที่สาธารณะนั้น ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุมโดยตรงดังเช่นบุหรี่ ที่มี พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบควบคุมอยู่
แม้จะยังมีข้อห้ามบางประการแล้ว แต่หลายภาคส่วนในสังคมยังคงกังวลถึง สุญญากาศ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากยังไม่มีมาตรการควบคุมในหลายประเด็น
ในขณะที่ พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ที่กำหนดมาตรการควบคุมการขาย การโฆษณา และการบริโภค กัญชายังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ทั้งการกำหนดอายุของผู้ใช้กัญชา ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เยาวชนเสพกัญชาทั้งที่ขาดความรู้ หรือมาตรการห้ามสูบช่อดอก
ดังเช่น นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. ที่ย้ำว่า สำนักงาน ป.ป.ส.เห็นด้วยกับการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เพื่อสันทนาการ เพราะฤทธิ์กัญชาส่งผลต่อระบบประสาท อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนได้
แหล่งข่าวนักวิชาการด้านกฎหมายรายหนึ่งได้ให้ความเห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องกัญชาว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องคำนึงถึงและปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
ดังนั้นในช่วงที่เป็นรอยต่อระหว่างที่กัญชาไม่เป็นยาเสพติด และ พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ยังไม่บังคับใช้เป็นกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่รัฐจะไปจับกุมดำเนินคดีเรื่องกัญชากับใคร จึงต้องตรวจสอบข้อกฎหมายให้ดีว่า มีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด และกำหนดโทษไว้
เช่น การสูบกัญชาที่เป็นการก่อเหตุรำคาญ การครอบครอง การใช้สารสกัดจากพืชกัญชาที่มีปริมาณ THC เกิน 2% โดยจะไปดำเนินคดีใคร โดยที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้การกระทำนั้นเป็นความผิดและไม่ได้กำหนดโทษไว้ไม่ได้
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า การปลดล็อกกัญชาในครั้งนี้ มีเจตนาเพื่อใช้ในการแพทย์หรือเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่การสันทนาการ หรือหากใช้ในการสันทนาการต้องอยู่ภายใต้กรอบที่ปลอดภัย
เบื้องต้นจึงได้มีการดำเนินการเพื่อควบคุมให้การปลดล็อกกัญชาเป็นไปตามจุดประสงค์ให้มากที่สุด อาทิ ที่ประชุมคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพืชกัญชาและกัญชง ครั้งที่ 1/2565 ได้วางแนวทางป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยตั้งคณะกรรมการ เช่น คณะกรรมการแพทย์การเยียวยา คณะกรรมการประชาสัมพันธ์ รวมถึงทางกรมอนามัยที่จะออกประกาศไปยังผู้ว่าราชการทุกจังหวัด ในการชี้แจงประชาชนถึงประเด็นการห้ามสูบในที่สาธารณะที่ก่อความรำคาญ หรือการสูบแล้วขับขี่ยานพาหนะ
ทางด้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ผลิตตัวทดสอบในการตรวจสอบส่วนผสมของกัญชา เพื่อสร้างความสบายใจให้กับประชาชน ในการรับประทานอาหารที่อาจมีส่วนผสมของกัญชา เช่น ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งผู้ประกอบการเองต้องมีการวัดและแจ้งให้ผู้บริโภคทราบถึงส่วนผสมของกัญชาเช่นกัน โดยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมสาร THC ที่ไม่เกิน 0.2%
สรุปคือแนวทางและมาตรการที่เกิดขึ้นนั้น ยังคล้ายกับการขอความร่วมมือ มากกว่าการกำหนดข้อบังคับจริงจัง จึงยังเป็นข้อกังขาหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างการเสพกัญชา ว่าแท้จริงแล้วสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องรอ พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ต่อไป สำหรับแนวทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
งานนี้ตำรวจตกที่นั่งลำบาก เพราะมีหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ต้องมีวิจารณญาณยึดทั้งหลักนิติศาสตร์คู่รัฐศาสตร์
คนไทยควรศึกษาอย่างสุขุมรอบคอบ ถึงข้อดีและข้อเสียของกัญชา เน้นการใช้เชิงสุขภาพ
เพื่อให้การปลดล็อกกัญชาครั้งนี้ เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์สูงสุด

