สถาบันกัญชา แนะ คนขายต้นกัญชา แม้ปลดล็อกแล้วแต่ยังต้องขออนุญาต ยันใช้เวลาไม่นาน เผย อย.จ่ออนุมัติแล็บเอกชนตรวจหาสารสกัดได้
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เวลา 11.00 น. ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ งานมหกรรมกัญชา 360 องศา “ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” บนเวทีเสวนาวิชาการหลัก โดย นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการ สถาบันกัญชาทางการแพทย์ กล่าวในหัวข้อ ‘ระบบนิเวศน์กัญชา’ ว่า สำหรับการปลดล็อกกัญชา กัญชงในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน เป็นต้นมา ประชาชนสามารถปลูกได้เองที่บ้าน โดยการจดแจ้งตามวัตถุประสงค์เพื่อการดูแลสุขภาพของตนเองในครัวเรือน ร่วมถึงการปลูกระดับเชิงพาณิชย์ ก็สามารถจดแจ้งปลูกได้เช่นกัน แต่ข้อสำคัญของการปลูกเชิงพาณิชย์ในระยะที่ทุกคนสามารถปลูกได้เองที่บ้าน คนจับต้องได้ง่าย ดังนั้นผู้ที่คิดจะปลูกเชิงพาณิชย์ต้องระวังในการจับคู่ทางธุรกิจด้วย
นพ.กิตติ กล่าวว่า สำหรับการปลดล็อกกัญชาครั้งนี้ เป็นโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ตนไม่อยากให้มุ่งเน้นเรื่องการปลูกเพียงอย่างเดียว เพราะการปลดล็อกครั้งนี้ยังสร้างระบบนิเวศน์กัญชาขึ้นด้วย เราไม่จำเป็นต้องปลูก ก็สามารถร่วมอยู่ในธุรกิจกัญชาได้ ทั้งนี้ ระบบนิเวศน์กัญชาจะเป็นใน 2 ลักษณะคือ ธุรกิจปลูกกัญชา และ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกัญชา เริ่มต้นจากผู้ที่ปลูกกัญชา จะต้องพบปัญหาอย่างแน่นอน คือ ศัตรูพืช จากการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ผู้ปลูกกัญชาในวิสาหกิจโนนมาลัย จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นต้นแบบการปลูกกัญชาเพื่อนำไปใช้ทำน้ำมันกัญชากับหน่วยงานของรัฐ รวมถึงต้องระวังการติดศัตรูพืชจากต้นหนึ่งไปสู่ต้นหนึ่ง เพราะสามารถกระจายไปทั่วโรงเรือนได้ แต่ด้วยการนำไปใช้ทางการแพทย์ ที่ห้ามปนเปื้นสารโลหะหนัก จึงไม่สามารถใช้สารเคมีฆ่ากำจัดแมลงได้ ดังนั้น ต้องใช้วิธีธรรมชาติ ด้วยการใช้ศัตรูพืชกินศัตรูพืชด้วยกันเอง คือ “ตัวห้ำ” ตรงนี้สามารถเกิดธุรกิจผู้เลี้ยงตัวห้ำได้
“ในข้อนี้ไทยเราจะต่างจากต่างประเทศ ที่มีการปลูกกัญชาใต้ดิน ดังนั้นเพื่อให้ได้ต้นที่สวยงาม จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงสารโลหะหนัก แต่ทางประเทศไทย เราใช้การแพทย์ ต้องมีการตรวจสอบสารโลหะหนัก” นพ.กิตติกล่าว
นพ.กิตติ กล่าวว่า สำหรับการปลดล็อกกัญชา เกิดเป็นธุรกิจขายต้นกล้ากัญชา แต่ด้วยการขายตอนนี้ยังไม่ถือว่าถูกต้อง เนื่องจากจะต้องมีการขออนุญาตขาย จากสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อน โดยขั้นตอนนี้จะใช้เวลาไม่นาน หลังจากขออนุญาตโฆษณาขายแล้ว ก็ขายได้ตามปกติ นอกจากนี้ ธุรกิจกัญชา ก็ยังเกิดในรูปแบบร้านค้าแฟรนไชส์ เส้นทางท่องเที่ยวกัญชา ธุรกิจด้านสุขภาพเวลเนส (Wellness) ธุรกิจอาหารสัตว์ ซึ่งช่วงก่อนหน้านี้ ไม่สามารถเริ่มทำได้ เพราะว่าราคาใบค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้มีการปลูกผลิตได้มากขึ้น เชื่อว่าราคาใบจะถูกลง ก็สามารถดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ แพทย์ผู้ดูแลสัตว์หลายคนก็เริ่มศึกษาการใช้กัญชาเพื่อรักษาสัตว์ด้วย
“จะเห็นได้ว่าการไม่ใช่เพียงธุรกิจของผู้ปลูกเพียงอย่างเดียว เราก็สามารถทำธุรกิจสอนปลูกได้ด้วยโดยไม่จำเป็นต้องปลูกกัญชา ที่สำคัญทางอย. กำลังจะออกประกาศให้แล็บเอกชน สามารถครอบครองสารมาตรฐาน THC,CBD ได้ เพราะปกติจะตรวจต้องไปแล็บกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น โดยจะใช้เวลานาน ทำให้แล็บเอกชนพัฒนาห้องตรวจสารสกัดเหล่านี้ได้ ประชาชนก็มาใช้ตรวจได้เร็วขึ้น โรงงานผลิตเองก็สามารถรับซื้อผลผลิตกัญชา มาทำเป็นยาเพื่อจำหน่ายได้เช่นกัน ดังนั้นธุรกิจหลายอย่าง ไม่ต้องปลูก แต่เราสามารถใช้เป็นธุรกิจปลายทางได้ วันนี้เราไม่อยากให้มองแค่เรื่องปลูกกัญชา แต่ต้องมองธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น เพื่อความยั่งยืน เพราะสุดท้ายที่มีการปลูกมากขึ้น เราต้องอยู่กับธุรกิจให้ได้อย่างยั่งยืน” นพ.กิตติกล่าว
นพ.กิตติ กล่าวต่อว่า สำหรับการพัฒนาการปลูกกัญชาหลังจากนี้ ผู้ปลูกต้องควบคุมเรื่องสารสำคัญของต้นกัญชา เพราะแต่ละช่อดอก แต่ละใบของกัญชา ก็มีปริมาณสารสำคัญต่างกันออก การจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็ต้องควบคุมให้ได้ เพราะไม่ฉะนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาในล็อตเดียวกัน แต่อาจจะไม่ได้ประสิทธิภาพที่เหมือนกัน เช่น ยาหม่องที่นำช่อดอกในต้นเดียวกัน แต่คนละดอกก็มีสารสำคัญต่างกัน ผลการนำไปใช้ก็ต่างกันไป ฉะนั้น หากพัฒนาให้ได้คงที่ ให้อยู่ได้จริง ก็จะอยู่รอดในธุรกิจได้
“วันนี้อยู่ที่ท่าน หากเตรียมการไม่ดี ก็จะธุรกิจที่เหมือนอยู่คนเดียวในทะเล แต่หากเตรียมการดีจะอยู่ในตลาดแข่งขันได้ หรือจะเป็นอีกอย่างเลย คือปลูกแค่เพื่อดูแลตัวเอง ส่วนธุรกิจที่มองถึงการจะส่งไปต่างประเทศ ต้องคุยกันถึงกฎหมายระหว่างประเทศปลายทาง ว่ามีการกำหนดอย่างไร ไม่ใช่เอกชนคุยกันเอง แต่ต้องคุยกันผ่านหน่วยงานของรัฐ” นพ.กิตติกล่าว
ทั้งนี้ นพ.กิตติ กล่าวว่า เรายังเน้นย้ำเรื่องการใช้ให้ถูก เพื่อประโยชน์ ป้องกันไม่ให้กัญชาถูกกลับไปล็อกอีก เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชนด้วย
เมื่อถามถึงกัญชาที่มีสารสำคัญ CBD สูงควรเป็นพันธุ์ไทยหรือพันธุ์นอก เพราะไทยยังไม่มีข้อมูลการศึกษาในพันธุ์ไทย นพ.กิตติ กล่าวว่า ขณะนี้กรมวิทยศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการพัฒนาสายพันธุ์กัญชาที่มี 4 พันธุ์ คือ THCสูง CBDสูง 1:1 และพันธุ์ไซเบอร์ โดยได้พัฒนาจากการนำเข้าสายพันธุ์ 1:1 มาจากต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีสายพันธุ์ CBDสูง และพันธุ์ 1:1 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับกรมวิชาการเกษตรอยู่


