ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้องคดีสมาคม รพ.เอกชนร้องเพิกถอนประกาศควบคุมราคายา เวชภัณฑ์ การบริการรักษาทางการแพทย์ฯ ชี้ ก.พาณิชย์ ดำเนินการชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลเอกชน 41 แห่ง ร่วมกันฟ้องคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-4
โดยขอให้ศาลสั่งเพิกถอนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2562 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 22 ม.ค.2562 และเพิกถอนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 53 พ.ศ.2562 เรื่อง การกำหนดสินค้าและบริการควบคุม ลงวันที่ 3 ก.ค. 2562 ที่กำหนดให้ยารักษาโรค เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค การบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค เป็นสินค้าและบริการควบคุม ที่ส่งผลให้สมาคมโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลเอกชน 41 แห่ง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากต้องลงทุนและจัดหางบประมาณ ทั้งสถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ บุคลากร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจการเองทั้งหมด เพื่อให้ได้คุณภาพมีมาตรฐานขั้นต่ำตามที่คณะกรรมการสถานพยาบาลกำหนดโดยที่รัฐไม่ใด้ให้งบประมาณนับสนุน และสถานประกอบการดำรงอยู่ใด้
ทั้งนี้ ศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า สืบเนื่องจากมีผู้ร้องเรียนต่อกรมการค้าภายในเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนว่ามีราคาสูงเกินสมควร และมีการร้องเรียนผ่านมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) และ จังหวัดต่างๆ ด้วย
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนหลายครั้ง โดยผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้งผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมบัญชีกลาง สมาคมโรงพยาบาลเอกชน และโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งได้มีการจัดประชุมเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2561 และเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2561
ซึ่งที่ประชุมเห็นสมควรกำหนดให้ยารักษาโรคเวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับยารักษาโรค เป็นสินค้าและบริการควบคุมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 หลังจากนั้น คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2562 มีมติเห็นชอบกำหนดให้สินค้าและบริการ รวม 52 รายการ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ซึ่งรวมถึงยารักษาโรค เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วย ต่อมากระทรวงพาณิชย์ได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2562 คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจึงได้ออกประกาศดังกล่าว
จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการออกประกาศกำหนดให้ยารักษาโรค เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค การบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค เป็นสินค้าและบริการควบคุม เป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่าย หรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม ไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
แม้สมาคมโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลเอกชน 41 แห่ง จะมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพสถานพยาบาลตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่าการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพสามารถกระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ประกอบกับสิทธิของประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคและจำเป็นต้องไปรับบริการจากสถานพยาบาลก็ย่อมได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน โดยถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้มีมาตรการ หรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนการที่ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลเอกชน 41 แห่ง อ้างว่า ประกาศพิพาทดังกล่าวใช้บังคับกับโรงพยาบาลเอกชนแต่ไม่ใช้บังคับกับโรงพยาบาลของรัฐ ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมนั้น
ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 บัญญัติว่า มิให้ใช้บังคับแก่ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือกิจการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ประกาศพิพาทดังกลำาวจึงไม่มีผลใช้บังคับกับโรงพยาบาลของรัฐที่อยู่ในสังกัดราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือกิจการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และกรณีเช่นนี้ไม่อาจถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม

