รองโฆษกอัยการ เผย คดีมือฆ่ายกครัวในไต้หวัน เป็นคดีระหว่างประเทศ ส่งอสส.พิจารณาสั่งการ

17.06.22 | 12:47 น.

รองโฆษกอัยการ เผย มือฆ่ายกครัวในไต้หวันมอบตัว เป็นคดีระหว่างประเทศ ต้องส่งอสส.พิจารณาสั่งการ


นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงขั้นตอนการดำเนินคดีนายสันติ (สงวนนามสกุล) อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” จากคดีฆ่า 2 สามีภรรยาและลูกแฝดในท้องรวม 4 ราย ที่ไต้หวัน ที่เข้ามอบตัวกับตำรวจว่า นายสันติเป็นบุคคล 2 สัญชาติ ถือสัญชาติไทยและสัญชาติไต้หวัน ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อชีวิต กระบวนการยุติธรรมไทย จึงมีอำนาจดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 ประกอบ (ก), (4)

สำหรับขั้นตอนหลังจากที่ตำรวจจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ต้องหาได้แล้ว จะต้องพิจารณาว่าญาติของผู้เสียชีวิตจะให้ดำเนินคดีในประเทศหรือจะให้ส่งต่อไปดำเนินคดีที่ไต้หวัน หากญาติของผู้เสียชีวิตระบุชัดเจนว่าต้องการให้ดำเนินคดีในประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 อำนาจในการสอบปากคำหรือสอบสวนผู้ต้องหาจะตกอยู่กับอัยการสูงสุด เนื่องจากตามกฎหมายแล้วคดีเข้าข่ายเป็นคดีระหว่างประเทศ ทำให้หลังจากได้ตัวผู้ต้องหาแล้ว จะต้องนำส่งตัวให้อัยการสูงสุด เป็นผู้พิจารณาว่าจะให้พนักงานอัยการระหว่างประเทศทำการสอบสวนเองหรือมีดุลพินิจว่าส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน หรือให้ทั้งพนักงานสอบสวนและอัยการทำการสอบสวนร่วมกัน

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่ากรณีนี้ทางครอบครัวผู้เสียหายมีการดำเนินการร้องทุกข์ไว้กับทางตำรวจไทย ก็จะเข้าเงื่อนไขที่ต้องนำตัวส่งอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานข้อมูลจากทางตำรวจกองปราบปรามแต่อย่างใด คาดว่าต้องรอความชัดเจนในการรับมอบตัวก่อน

Advertisement

ทั้งนี้ ตามกฎหมายแล้วการจะดำเนินคดีผู้ต้องหาจะต้องมีพยานหลักฐานหรือสำนวนคดีมาประกอบด้วย จึงต้องให้ทางการของไต้หวันส่งสำนวนคดีและพยานหลักฐานต่าง ๆ มาในประเทศไทย ซึ่งทราบคร่าว ๆ ว่าขณะนี้ทางการไต้หวันมีการส่งหลักฐานในคดีบางส่วน แต่หากยังต้องรอขั้นตอนต่าง ๆ อีก ระหว่างนี้สามารถนำตัวผู้ต้องหาเข้าฝากขังต่อศาลได้ 7 ผัด ผัดละ 12 วันตามรูปแบบการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาคดีทั่วไป

ส่วนการหาพยานหลักฐานอื่นเพิ่มเติมมาประกอบสำนวนเมื่อทางอัยการสูงสุดรับคดี และมีข้อสั่งการในการทำคดี ก็สามารถหาหลักฐานเพิ่มเติมได้โดยผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปประจำประเทศไทย จึงไม่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการดำเนินคดี ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานดังกล่าวก็มีการปฏิบัติงานในลักษณะนี้มาโดยตลอด ในหลาย ๆ คดี