ผบ.ตร.แถลง ‘สันติ’ มือฆ่ายกครัวยัดท้ายรถ ที่ไต้หวันให้การภาคเสธ ฝากขังพรุ่งนี้

17.06.22 | 18:06 น.

ผบ.ตร.แถลง ‘สันติ’ มือฆ่ายกครัวยัดท้ายรถ ที่ไต้หวันให้การภาคเสธ ไม่ได้ลงมือแต่รู้เห็น ฝากขังพรุ่งนี้ ผู้ต้องหาโอดเป็นแพะรับบาป

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 17 มิถุนายน ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบช.ก. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. นายอีธาน หลิน (Ethan Y.H. Lin) ทูตตำรวจไต้หวันประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการจับกุม นายสันติ หรือหวัง ศุภอภิรดีไพลิน อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาหมายจับศาลอาญาที่ 1155/2565 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2565 ในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” โดยจับกุมได้ที่ บ้านอรุโณทัย หมู่ที่ 10 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หลังก่อเหตุฆาตกรรม น.ส.พจนีย์ แซ่หลี่ หรือ มี่ อายุ 35 ปี และ นายประเสริฐ โนราษ อายุ 32 ปี สองสามีภรรยาชาวไทยและลูกแฝดในครรภ์ และหลบหนีมายังประเทศไทย

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา นายสันติผู้ต้องหารายนี้ ได้ก่อเหตุฆ่าสองสามีภรรยาชาวไทย โดยภรรยากำลังตั้งครรภ์แฝด อายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน โดยเหตุเกิดที่บริเวณสำนักงานของนายสันติ ในเขตถู่เฉิง เมืองชินเปย ไต้หวัน จากนั้นนายสันติได้นำร่างของผู้ตายทั้งสองรายใส่ไว้ในรถยนต์ของผู้ตาย แล้วนำไปจอดทิ้งไว้ที่ลานจอดรถบริเวณ เขตถูเฉิง เมืองซินเปย ไต้หวัน จากนั้นได้หลบหนีไป จากการตรวจสอบ พบว่าหลังเกิดเหตุ ในวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.00 น. นายสันติ ได้เดินทางเข้ามาที่ประเทศไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ และเดินทางโดยเครื่องบินต่อไปยัง จ.เชียงใหม่ ในวันเดียวกันเพื่อทำการหลบหนี

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จึงได้เร่งสืบสวนติดตามจับกุม โดยสอบปากคำพ่อและพี่ชายของผู้ตาย และประสานกับทางการไต้หวันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับ จนกระทั่งช่วงเช้าวันนี้ (17 มิถุนายน) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้รับการติดต่อจาก นายสุชาติ ศุภอภิรดีไพลิน บิดานายสันติ เพื่อนำตัวนายสันติเข้ามอบตัว ที่หมู่บ้านอรุโณทัย หมู่ 10 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จึงเดินทางไปตรวจสอบตามที่นัดหมาย และทำการจับกุมตัวได้ดังกล่าว พร้อมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สอบสวน นายสันติให้การภาคเสธ ว่าไม่ได้ลงมือก่อเหตุแต่ได้พาดพิงไปยังบุคคลอื่น ซึ่งยังไม่สามาารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี ส่วนกรณีที่ผู้ตายตั้งครรภ์ลูกแฝด จะเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาได้รับโทษหนักขึ้นหรือไม่นั้น พนักงานสอบสวนจะบรรยายพฤติกรรมทางคดีอย่างละเอียดเพื่อชี้ให้ศาลเห็นการกระทำและพิจารณาลงโทษผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ยังไม่สามารถดำเนินคดีเรื่องการอำพรางศพได้ เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นที่ไต้หวันโดยทางพนักงานสอบสวนกองปราบปรามจะดำเนินคดีเฉพาะในส่วนของข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

Advertisement

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีนี้ถือเป็นความผิดต่อชีวิต ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย และต่อมาบิดาของผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย ได้ร้องขอให้ลงโทษผู้ต้องหา จากความผิดดังกล่าว นายสันติผู้ต้องหาจะต้องได้รับโทษในราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 (ก) วรรคสอง (4) ดังนั้นคดีดังกล่าวจำต้องชำระคดีที่ศาลไทย ไม่จำเป็นต้องส่งตัวผู้ต้องหาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังที่เกิดเหตุ

พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า โดย กองบังคับปราบปราม สามารถทำการสอบสวนดำเนินคดีกับนายสันติได้ตามกฎหมาย โดยจะดำเนินการส่งตัวผู้ต้องหาฟ้องร้องที่ศาลอาญา ซึ่งศาลอาญามีอำนาจลงโทษนายสันติได้เช่นเดียวกับคดีอาญาทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดในคดีนี้ถือเป็นความผิดที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ได้บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาราชการแทนโดย เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ซึ่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม จะได้รายงานให้สำนักงานอัยการสูงสุดทราบเป็นลำดับต่อไป ส่วนในกรณีที่ผู้ต้องหากล่าวอ้างว่าเป็นบุคคลต่างด้าวนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 (ข) สามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในคดีนี้มีคนไทยเป็นผู้เสียหาย และผู้เสียหายได้มีการร้องขอให้ลงโทษตามกฎหมายแล้ว

ขณะที่ พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า การสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหายังคงยืนยันว่าไม่ได้ลงมือสังหารผู้ตาย แต่ยอมรับว่ารู้เห็นในเหตุการณ์บางส่วน ซึ่งทางตำรวจเองยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา ส่วนสาเหตุนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนว่าเป็นไปตามข่าวที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม วันพรุ่งนี้ (18 มิถุนายน) จะนำตัวผู้ต้องหาฝากขังต่อศาลอาญา และจะไม่นำตัวมาสอบปากคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ด้าน นายอีธาน หลิน ทูตตำรวจไต้หวันประจำประเทศไทย กล่าวว่า คดีนี้เป็นข่าวใหญ่ที่ไต้หวัน และเมื่อประสานมายังตำรวจไทย ก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีและรวดเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสันติ ให้การภาคเสธ อ้างว่าก่อนหน้านี้ น.ส.พจนีย์ หรือมี่ แซ่หลี่ อายุ 35 ปี และ นายประเสริฐ โนราษ อายุ 32 ปี ผู้ตายได้พาตนเองไปแนะนำให้รู้จักกับแก๊งมาเฟียไต้หวันกลุ่มหนึ่ง เพราะว่าตนจะเป็นคนดูแลประสานงานต่างๆ จึงอยากให้รู้จักกันไว้ จากนั้นไม่นาน ทราบว่าผู้ตายกับกลุ่มมาเฟียดังกล่าวเริ่มมีปัญหาทะเลาะขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องหนี้สินที่ผู้ตายติดค้างเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งทางกลุ่มมาเฟียเคยมีการทวงถามมาแล้วหลายครั้ง แต่ผู้ตายยังนิ่งเฉย จนกระทั่งวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา กลุ่มมาเฟียจึงส่งคนมาหาตนยังที่ทำงาน ก่อนบังคับให้ติดต่อล่อลวงผู้ตายทั้งสองมาพบยังจุดนัดหมายซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ โดยให้ทำทีเป็นอ้างว่ามีธุระจะคุยด้วย ช่วงแรกนัดเจอกันประมาณ 19.00 น. แต่ผู้ตายติดธุระ จึงเลื่อนมาพบตอนประมาณ 22.00 น. ซึ่งขณะนั้นกลุ่มมาเฟียได้ส่งชายฉกรรจ์สวมหมวกไอ้โหม่งปิดบังใบหน้ามาเฝ้ารออยู่ด้วย 7 คน เมื่อผู้ตายมาถึง ชายฉกรรจ์ดังกล่าวจำนวน 2 คน ก็ได้พาตนกับผู้ตายทั้งสอง เข้าไปในห้อง ส่วนชายฉกรรจ์ที่เหลืออีก 5 คน พร้อมอาวุธปืน ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณหน้าห้อง

นายสันติ กล่าวอีกว่า โดยหลังการเจรจาผ่านไปสักระยะ สถานการณ์ภายในห้องก็เริ่มตึงเครียดมากขึ้น ก่อนที่ชายฉกรรจ์สองคนที่อยู่ในห้องจะเริ่มลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย น.ส.พจนีย์ โดยการใช้ของแข็งคล้ายท่อนเหล็กห่อด้วยกระดาษทุบตี จนล้มลง ขณะที่นายประเสริฐ เมื่อเห็นว่าภรรยาถูกทำร้ายจึงพยายามเข้าช่วย ก่อนถูกตีล้มลงไปกับพื้นอีกราย ระหว่างนั้นตนเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามห้ามปรามจนถูกตีเข้าที่แขนได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งยังถูกข่มขู่ห้ามเข้ามายุ่ง ไม่อย่างนั้นจะถูกฆ่าตาย จากนั้นชายฉกรรจ์ทั้งสองจึงลงมือกระหน่ำตี น.ส.พจนีย์ กับ นายประเสริฐ จนเสียชีวิต

นายสันติ กล่าวอีกว่า ภายหลังที่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า น.ส.พจนีย์ กับ นายประเสริฐ เสียชีวิต กลุ่มชายฉกรรจ์ได้ช่วยกันยกศพผู้ตายไปใส่ไว้ในรถแล้วบังคับให้ตนขับรถนำศพไปทิ้งตามแผนการที่วางไว้ ให้ตนเป็นแพะรับบาปในคดีนี้แทน หากไม่ทำตามจะฆ่าตนและตามไปฆ่าแฟนสาวของตนให้ตายตาม ด้วยความหวาดกลัวจึงยอมทำตาม โดยขับรถวนไปมาบนทางด่วน ก่อนจะตัดสินใจจอดรถที่มีศพอยู่ภายในทิ้งไว้ที่ลานจอดรถสถานีรถไฟฟ้า ก่อนจะเดินออกมาบริเวณที่โล่ง เพื่อให้กล้องวงจรปิดจับภาพของตนเองได้ชัด เมื่อทิ้งศพเสร็จแล้วก็รีบจองตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทยในทันที ซึ่งเดิมทีวางแผนไว้ว่าจะกลับวันที่ 23 มิถุนายนนี้ แต่เกรงว่าหากยังอยู่ต่ออาจจะไม่ปลอดภัย ซึ่งเมื่อพ้นอันตรายก็รีบโทรศัพท์ไปบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนฟัง พร้อมกับบอกสถานที่จุดทิ้งศพ เพื่อให้ช่วยแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ

“ถึงตอนนี้ยังคงยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุ ดีเอ็นเอ ลายนิ้วมือแฝง บนหลักฐานต่างๆ สามารถพิสูจน์ได้ แต่ยอมรับว่ารู้สึกผิดที่เป็นคนลวงให้ผู้ตายมาถูกฆ่า เพราะนับถือรักและเคารพผู้ตายดั่งผู้มีพระคุณเหมือนกับพี่สาวคนหนึ่ง ที่ผ่านมามีปัญหาอะไร ผู้ตายก็ให้ความช่วยเหลือตลอด มีแค่ระยะหลังที่เริ่มห่างกันเพราะมารู้ว่าทำธุรกิจผิดกฎหมาย อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด เพราะเห็นว่าได้เงินเร็ว ซึ่งในส่วนนี้ก็ไม่ทราบมาก่อนว่าผู้ตายไปพัวพันหรือรู้จักกับแก๊งยาเสพติดหรือมาเฟียเหล่านี้ได้อย่างไร รู้เพียงว่าสาเหตุที่ผู้ตายไปขัดแย้งกับมาเฟียกลุ่มนี้มาจากหนี้สินที่ติดค้างเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท ส่วนการที่ไม่กล้าแจ้งความเองนั้นเพราะรู้ดีว่ามาเฟียกลุ่มนี้เป็นผู้มีอิทธิพล เกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย” นายสันติกล่าว