มช.-สสน. สร้างต้นแบบ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ส่วนหน้า” ภาคเหนือตอนบน

18.06.22 | 11:17 น.

มช.-สสน. สร้างต้นแบบ “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ส่วนหน้า” ภาคเหนือตอนบน

วันที่ 17 มิถุนายน 2565 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(องค์การมหาชน) หรือ สสน. ร่วมจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน และกรรมการสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ดร.สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) นายเจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 และผู้บริหารของ มช. และ สสน. ร่วม


งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ วิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงพื้นที่ ทั้งในระดับลุ่มน้ำ จังหวัด ท้องถิ่น และชุมชน รวมทั้งแลกเปลี่ยน เสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน ให้สามารถนำผลงานมาประยุกต์ใช้ เกิดประโยชน์ ทั้งมุ่งเน้นให้เกิดการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า เกิดความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

สสน. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลและพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านน้ำ โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ 52 หน่วยงาน 12 กระทรวง เข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด 76 จังหวัด นอกจากนี้ได้ขยายผลการใช้งานในระดับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ชุมชุนสามารถบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตนเอง เกิดเป็นเครือข่ายจัดการน้ำชุมชน มีแบบอย่างความสำเร็จทั่วประเทศ 1,816 หมู่บ้าน พร้อมขยายผลสำเร็จไปสู่ชุมชนอื่นต่อไป

Advertisement

 

มช. เป็นสถาบันการศึกษาที่พร้อมด้วยความรู้และผู้เชี่ยวชาญ จากปัญหาทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน มช. จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์วิชาการสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางสนับสนุนทางวิชาการแบบครบวงจร และมีภารกิจในการจัดทำระบบฐานข้อมูลทรัพยากรน้ำ ส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการส่งเสริมด้านวิชาการเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำ มช. ยังให้สำคัญกับการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการขยายผลการนำองค์ความรู้ทางวิชาการ ไปสู่การ ต่อยอดและประยุกต์ใช้ ให้สามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้บรรลุเป้าหมายนั้น มช. และ สสน. ตระหนักถึงความสำคัญของการผนวกองค์ความรู้ และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมาใช้เพื่อตอบโจทย์ของพื้นที่ พร้อมได้เชิญสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เข้าร่วมบูรณาการการทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมีความมุ่งหมายร่วมกันถึงความสำคัญของการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำมาใช้เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต เชื่อมโยงกระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และชุมชนมาใช้สนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วม พร้อมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันให้เกิดเป็น “คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติส่วนหน้า อว. (ภาคเหนือตอนบน)” นำร่องเป็นคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติเพื่อการใช้งานในระดับภาคแห่งแรกของประเทศไทย

การทำงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง มช. และ สสน. นั้น นอกจากจะเพื่อบรรลุเจตนารมณ์ให้เกิดการประยุกต์ใช้ วิจัย และพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศจากคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงพื้นที่ วางแนวทางในการร่วมกันวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการน้ำ เติมเต็มข้อมูลในระดับพื้นที่เข้าสู่คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ และคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติส่วนหน้าฯ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลน้ำในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ภายใต้การทำงานของคณะทำงาน และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดแล้วนั้น ยังมุ่งต่อยอดให้เกิดผลความสำเร็จของการสร้างเครือข่ายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระดับชุมชน ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานการการพัฒนาระดับท้องถิ่นและสืบสานตัวอย่างความสำเร็จให้กับชุมชนอื่นได้ศึกษาเรียนรู้ น้อมนำแนวพระราชดำริ และแนวทางการทำงาน ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่
ที่ดีขึ้นของคนในท้องถิ่นต่อไป