เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บชน. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2/หน.ชป.5 ศปอส.ตร.(PCT) พ.ต.อ.อัครพล โทยะ ผกก.สส.บก.น.2 นำกำลังจับกุม นายเอกลักษณ์ หรือกอล์ฟ เชื้อกลางใหญ่ อายุ 38 ปี ชาว จ.สระแก้ว ผู้ต้องหาตามหมายจับที่ 1219/2565 ลง 18 มิถุนายน 2565 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต” ได้ที่อพาร์ตเมนต์ ถนนเอกมัย 30 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ตรวจยึดของกลางรถจักรยานยนต์ (จยย.) ที่ลักมา 2 คัน พร้อมอาวุธปืนขนาด .38 เครื่องกระสุน 6 นัด อุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุและโน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง (พบการทำทะเบียนปลอมค้างบนหน้าจอ) เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้ชุดสืบสวนจับกุมนายเอกลักษณ์ได้ขณะกำลังเข็นรถที่ขโมยมาไปซ่อนในห้องพัก ตรวจค้นห้องพักพบว่าผู้ต้องหาจะทำทะเบียนปลอม โดยการใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อปก่อนพรินต์ด้วยกระดาษมันให้มีขนาดเท่ากับแผ่นป้ายทะเบียนจริง จากนั้นจะนำมาใส่ในกรอบเพื่อนำมาสวมใส่กับรถที่ขโมยมา รวมไปถึงการปลอมเล่มทะเบียนเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ และจากการขยายผลการจับกุมจำนนต่อพยานหลักฐาน ก่อนพาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนไปชี้จุดที่เคยก่อเหตุมาทั้งหมด 34 จุดทั่ว กทม.-นนทบุรี และตรวจยึดรถ จยย.ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 4ขบ 6240 กรุงเทพมหานคร โดยจอดทิ้งไว้บริเวณทางขึ้น BTS สถานีพหลโยธิน 59 ก่อนไปก่อเหตุและถูกตำรวจจับกุม จากการตรวจสอบรถ จยย.คันดังกล่าวพบว่ามีการใช้ทะเบียนปลอมแบบกระดาษใส่กรอบไว้ สอดคล้องกับพยานหลักฐานการปลอมที่ค้นพบในคอมพิวเตอร์ภายในห้องพักผู้ต้องหา โดยหลังจากนี้จะมีการติดต่อประสานงานไปยัง สน.ทั่ว กทม.-นนทบุรี เพื่อติดต่อไปยังผู้เสียหายที่เคยถูกขโมยรถ จยย.ตามจุดสถานที่ที่ผู้ต้องหาเคยไปก่อเหตุทั้งหมดต่อไป
ผบก.สส.ภ.2 กล่าวว่า ภายหลังจับกุมนายเอกลักษณ์ ติดตามผู้เสียหายเจ้าของรถ จยย.ฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 9กผ 9456 กรุงเทพมหานคร เป็นรถที่นายเอกลักษณ์ก่อเหตุขโมยคืนวันที่ถูกจับกุมขณะจะนำรถไปซ่อน โดยผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นรถของตนจริง และเพิ่งจะถูกขโมยมา โดยผู้เสียหายกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนก่อนจะเดินทางกลับ ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาสารภาพว่า “ติดคุกมาเป็นเวลา 11 ปี พ้นโทษออกมาไม่มีงานทำ เพราะเวลาไปสมัครงานจะต้องตรวจสอบประวัติแล้วไม่มีใครรับทำงาน ทำให้ไม่มีรายได้ จึงกลับมาก่อเหตุ โดยเริ่มก่อเหตุตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.65 ถึงปัจจุบัน โดยจะไปขายราคาคันละประมาณ 10,000-20,000 บาท และทำเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันจนมีความชำนาญ และอ้างว่ากระทำความผิดคนเดียว ไม่ซัดทอดคนอื่น”
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า สำหรับปฏิบัติการจับกุมนายเอกลักษณ์สืบเนื่องจากชุดลาดตระเวนออนไลน์ บก.สส.ภ.2 รับแจ้งเกี่ยวกับรถ จยย.สูญหายจำนวนมาก จึงจัดทีมสืบสวน บก.สส.ภ.2 บก.สส.บช.น. กก.สส.บก.น.2 และทีมตำรวจ PCT ชุดปฏิบัติการที่ 5 ตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการรับแจ้ง และพบว่าคนร้ายมีวิธีการกระทำความผิดที่ท้าทาย โดย “ไม่สนใจกล้องวงจรปิด” แม้รถ จยย.ที่จะขโมยจอดอยู่หน้ากล้องวงจรปิดก็จะก่อเหตุโดยไม่มีความเกรงกลัว และจะก่อเหตุลักษณะเดิมซ้ำๆ โดยตระเวนก่อเหตุทั่ว กทม.เกือบจะทุกวัน เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริต อีกทั้งผู้เสียหายส่วนใหญ่ยังผ่อนชำระค่ารถ จยย.ไม่ครบ และต้องมาผ่อนทั้งๆ ที่รถ จยย.สูญหายไปไม่ได้นำมาใช้งานประกอบอาชีพ ทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร.(PCT) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 สั่งการชุดสืบสวนระดมไล่กล้องวงจรปิดกว่า 100 ตัว เพื่อเชื่อมโยงหาตัวคนร้ายตามโครงการกล้องวงจรปิด สมาร์ทเซฟตี้โซน 4.0 ของ พล.ต.อ.สุวัฒน์ จึงทราบตัวคนร้ายคือนายเอกลักษณ์ หัวหน้าแก๊งตูมตาม โดย “แก๊งตูมตาม” ในอดีตเมื่อปี พ.ศ.2553 เป็นกลุ่มคนร้ายที่ออกอาละวาดตระเวนลักรถ จยย.ตามออเดอร์ที่ได้ โดยเฉพาะปี 2553 กลุ่มดังกล่าวลักรถไปกว่า 100 คัน กระทั่งเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 แก๊งตูมตามถูกจับกุมเนื่องจากก่อเหตุโจรกรรมรถ จยย.ในลานจอดรถอพาร์ตเมนต์ ซอยรามอินทรา 34 จากนั้นใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าของอพาร์ตเมนต์ได้รับบาดเจ็บและบุตรชายเจ้าของเสียชีวิต จนหายไปจากวงการอยู่พักใหญ่ กระทั่งสืบพบว่านายเอกลักษณ์เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อเดือน ธ.ค.2564 ที่ผ่านมา
พล.ต.ต.ธีรเดชกล่าวว่า คดีนี้เป็นการร่วมมือตำรวจหลายหน่วย ประกอบด้วย บก.สส.ภ.2 บก.สส.บช.น. กก.สส.บก.น.2 และทีมตำรวจ PCT ชุดปฏิบัติการที่ 5 และจากการไล่กล้องวงจรปิดพบว่าคนร้ายก่อเหตุลักษณะอุกอาจมาก โดยมีการพกพาอาวุธปืนเพื่อใช้ในการกระทำผิดซึ่งเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง และไม่เชื่อว่าเป็นการก่อเหตุเพียงคนเดียว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้รีบดำเนินการขยายผลจับกุมทั้งขบวนการโดยเร็ว เห็นว่าคนที่ทำผิดแล้วไม่สำนึก ทำความผิดจนเคยชิน ไม่ยอมให้กลุ่มคนเหล่านี้ออกมาปะปนเป็นภัยให้กับสังคม

