
เรื่องเล่าถึงการทุ่มเทพระวรกายทรงงานหนัก เพื่อพัฒนาประเทศทุกด้าน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ของปวงชนชาวไทยทุกคน ยังคงตราตรึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันและตลอดไป
อีกหนึ่งพระราชกรณียกิจสำคัญ คือการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนทุกพื้นที่ทุกภาค
ทั้งนี้ การเสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้พระองค์ทรงรู้จักพระสหายคนหนึ่งโดยบังเอิญ หรือรู้จักกันในนาม “พระสหายแห่งลุ่มน้ำสายบุรี”
ผศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ ผอ.สถาบันสมุทรรัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ในฐานะนักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ร่วมคณะโครงการวิจัยประวัติศาสตร์บอกเล่า “บันทึกเรื่องราว ในหลวงและพระราชินี ในความทรงจำของล่ามภาษามลายู” ภายใต้ชุดโครงการรังสรรค์สันติสุขให้แผ่นดิน
โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าชุดโครงการทำการวิจัยเก็บข้อมูล

ผศ.ดร.สามารถได้สัมภาษณ์ นายธีรพจน์ หะยีอาแว อายุ 71 ปี (เกิดเมื่อปี 2488) ขณะนั้นเป็นครูโรงเรียนสายบุรีแจ้งประชาคาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ได้ทำหน้าที่ล่ามภาษามลายู ปัจจุบันอาศัยอยู่ใน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
นายธีรพจน์ได้เล่าถึงเหตุการณ์ประทับใจเมื่อครั้งทำหน้าที่เป็นล่ามสื่อสารระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับนายวาเด็ง ปูเต๊ะ หรือที่รู้จักกันในนาม “พระสหายแห่งลุ่มน้ำสายบุรี” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535
นายธีรพจน์เล่าว่า เริ่มแรกเดิมทีพื้นที่ อ.สายบุรี ต่อเนื่องจนถึง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี มีสภาพพื้นที่เป็นพรุที่มีแนวยาวตั้งแต่ อ.สายบุรี จนถึง อ.ปะนาเระ มีระยะทางยาวกว่า 20 กิโลเมตร เคยทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระทัยเรื่องของการพัฒนาพื้นที่พรุบริเวณนี้
กระทั่งเดือนกันยายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯไปประทับแรมที่ จ.นราธิวาส จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯพื้นที่ มีจุดหมายแรก คือ บ้านเจาะโบ อยู่ใน ต.แป้น อ.สายบุรี และจุดหมายที่สอง บ้านบาเลาะ ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เช่นกัน พระองค์ทรงขับรถส่วนพระองค์ไปที่บ้านเจาะโบ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีพร้อมเจ้าหน้าที่ชุมชน และพสกนิกรรอเฝ้าฯรับเสด็จจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงเปิดแผนที่ศึกษา และมีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าหน้าที่ชุมชน เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก พระองค์ทอดพระเนตรแผนที่ จนมาทราบภายหลังว่าเป็นคลองทุ่งเค็จ ทรงมีรับสั่งรวมๆ แค่ชี้ว่าจะไปตรงนั้น ก่อนจะเก็บแผนที่และขึ้นรถยนต์พระที่นั่ง ทรงขับรถไปตามเส้นทางโดยมีขบวนรถยนต์ตามพระองค์ไป ไม่มีใครทราบว่าพระองค์จะเสด็จฯไปไหน ที่สุดก็มาถึงสามแยกและไม่แน่ใจว่าพระองค์ท่านจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา ปรากฏว่ารถของพระองค์เลี้ยวซ้ายไปจอดบนสะพาน สะพานนี้เป็นคลองทุ่งเค็จ
ล่ามภาษามลายูเล่าต่อว่า พระองค์ลงจากรถและได้พระดำเนินเลี้ยวขวา เข้าไปในพื้นที่ป่า แต่ไม่ถึงกับเป็นป่ารก ยังเป็นป่าโปร่งๆ อยู่ มีแค่หญ้าสูงๆ ตอนนั้นใกล้เวลามืดค่ำแล้ว สักประมาณหกโมงเย็น จำเป็นต้องใช้ไฟฉายและต่างออกเดินตามพระองค์ท่านไปติดๆ ในที่สุดเดินมาหยุดอยู่ริมคลอง ตอนนั้นยังมีต้นสาคูขึ้นจำนวนมาก และพระองค์มีพระราชปฏิสันถารกับเจ้าหน้าที่ชุมชนถึงเรื่องการจะพัฒนาพื้นที่นี้อย่างไร โดยจะเอาน้ำจากคลองสายนี้มาระบายเข้าไปในพรุให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์
“ช่วงที่เสด็จฯไปตามคลองระหว่างทางจะผ่านสวนไร่นาของชาวบ้าน ประมาณ 2-3 สวน จนไปถึงสวนผลไม้ของนายวาเด็ง ปูเต๊ะ พบกระท่อมเป็นที่อยู่อาศัยแบบง่ายๆ ตามประสาพื้นที่ชนบทห่างไกลความเจริญ ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ภรรยาของนายวาเด็งกำลังจะละหมาด แต่สังเกตเห็นว่ามีทหารจำนวนมากเข้ามา จึงเกิดความกลัว เพราะไม่เคยเห็นทหารจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน ได้หลบแอบมองอยู่บนกระท่อม ส่วนนายวาเด็งเพิ่งกลับจากไปเอาวัวมาผูกไว้ใต้ถุนกระท่อม ภรรยาได้เคาะพื้นบ้านส่งสัญญาณให้รีบขึ้นมาบนกระท่อม จนมาทราบภายหลังว่านายวาเด็งบ่นภรรยาเคาะพื้นบ้านทำไม และภรรยาก็เคาะอีกครั้งที่สอง นายวาเด็งก็ถามไปอีกว่าเคาะทำไม ภรรยาก็ตอบไปว่าเมื่อสักครู่ได้ทราบว่าพระมหากษัตริย์ผ่านทางนี้และเดินไปทางในสวน แต่นายวาเด็งไม่เชื่อ เพราะค่ำมืดป่านนี้แล้วพระมหากษัตริย์จะอยู่ในป่าได้อย่างไร นายวาเด็งจึงได้เดินตามไปดูให้หายสงสัย ก่อนจะเห็นพระองค์ และนายวาเด็งมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ
ในหลวงทรงซักถามไปว่าชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหนแล้วทำอาชีพอะไร นายวาเด็งก็ตอบเป็นภาษามลายูตอนหนึ่งว่า “รูเมาะกีตอ โด๊ะซีนิง” แปลได้ความหมายว่า ที่นี้คือบ้านที่อยู่อาศัย พระองค์ยังมีพระราชปฏิสันถารเรื่องสารทุกข์สุกดิบทั่วไป โดยผมทำหน้าที่เป็นล่ามแปลเป็นภาษาไทยให้พระองค์ จนเมื่อคุยกันสักพักในหลายเรื่อง พระองค์เสด็จออกมา โดยมีนายวาเด็งเดินออกมาก่อนมาหยุดที่บริเวณกระท่อม ภรรยานายวาเด็งได้ลงมาเฝ้าฯรับเสด็จ ตรงนี้เองที่เป็นจุดเกิดบรรยากาศสนุกสนานและเสียงหัวเราะด้วยความสุข นายวาเด็งเวลาพูดจะแสดงออกท่าทางสีหน้า เล่าเป็นภาษามลายูด้วยน้ำเสียงจริงใจ ขณะที่พระองค์ทรงรับฟังผ่านการแปลเป็นภาษาไทย พระองค์แสดงความพอพระทัยและโปรดปรานกับท่าทางของนายวาเด็ง”
ช่วงหนึ่งที่นายวาเด็งได้กล่าวกับพระองค์เป็นภาษามลายูว่า “เอ…รายอ มาฆี ฮารีนิง กีตอ เดาะตาฮู เนาะวี กาปอ เวาะดีแยโปง ยูวาฮาบิหเด๊าะ อาดอ ลือเบะห์ ซูเต ตาปี๊ เดาะ มาเสาะ ลาฆี” แปลเป็นภาษาไทยว่า ” ‘พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯมา ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีอะไรจะถวาย ทุเรียนก็ขายไปหมดแล้ว เหลือแค่ลูกเดียวอยู่บนต้นแต่ยังไม่สุก’ เวลานั้น พระองค์ประทับยืนอยู่ใต้ต้นทุเรียนพอดี แล้วทรงแหงนทอดพระเนตร ก่อนจะมีพระสรวลออกมาเสียงดัง” นายธีรพจน์กล่าว น้อมรำลึกเมื่อครั้งเสด็จฯผ่านสวนไร่นาของชาวบ้าน และมีพระราชปฏิสันถารระหว่างนายวาเด็งเข้าเฝ้าฯ
นายธีรพจน์ล่ามภาษามลายูเล่าต่อว่า ณ เวลานั้นเป็นบรรยากาศความสนุกสนานของชาวบ้านคนหนึ่งที่แสดงความจริงใจออกมา และพระองค์ตรัสขึ้นต่อว่า ทุเรียนยังกินไม่ได้ แต่ขอเครื่องสูบน้ำที่เห็นอยู่แทนได้หรือไม่ นายวาเด็งไม่รีรอกล่าวออกมาพร้อมจะถวายให้ พระองค์มีพระสรวลออกมามากขึ้น
“ตรงนี้เองที่มีผู้ติดตามพระองค์ได้เล่าให้ฟังด้วยว่า ตามเสด็จพระองค์มานาน ยังไม่เคยเห็นพระเจ้าอยู่หัวมีพระสำราญมากเท่านี้มาก่อน ทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างก็มีความสุขไปตามๆ กัน”
นายธีรพจน์กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จฯกลับ ทรงมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่เสด็จฯมาทอดพระเนตรหมดแล้วจากการมีพระราชปฏิสันถารกับนายวาเด็ง ก่อนที่วันเวลาในโอกาสต่อมา นายวาเด็งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่เสด็จลงมาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนต่อมามีคำกล่าวถึงนายวาเด็งว่าเป็น “พระสหายแห่งลุ่มน้ำสายบุรี”
ผศ.ดร.สามารถผู้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์นายธีรพจน์ กล่าวว่า ต่อมาในปี 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯมาดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่พรุแฆแฆอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.สายบุรี และ อ.ปะนาเระ เริ่มมีการพัฒนาพรุแฆแฆตามลำดับ วางแผนสร้างประตูระบายและขุดลอกคลองใหม่ เอาน้ำจืดปล่อยลงไปบริเวณขอบพรุทั้งสองข้าง ทำให้ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากขอบพรุ ได้ปลูกพืชต่างๆ
“พระองค์ท่านทรงสนับสนุนหลายๆ อย่างในโครงการนี้ เช่น โรงสีพระราชทาน จัดรถไถนาให้กลุ่มเกษตรกรได้เอาไปใช้ จากการพัฒนาพรุแฆแฆ โครงการนี้ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของราษฎรทั้งสองอำเภอทั้ง อ.ปะนาเระและ อ.สายบุรี ในเขตนั้นมีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่เฉพาะแค่การพัฒนาแหล่งน้ำเท่านั้น ยังมีผลพลอยได้อย่างอื่นด้วย เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบการคมนาคมที่ทรงห่วงใยต่อพสกนิกร” ผศ.ดร.สามารถกล่าว
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นหาที่สุดมิได้ที่มีต่อปวงชนชาวไทยของพระองค์ท่าน
