สาธิต รณรงค์เสริมไอโอดีนคนไทย หลังพบกินเค็ม แต่ขาดคุณภาพ

24.06.22 | 16:18 น.

สาธิตรณรงค์เสริมไอโอดีนคนไทย หลังพบกินเค็มแต่ขาดคุณภาพ เร่งเปลี่ยนความคิดคนทุกภาค ให้ตระหนักมากขึ้น

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ กรมอนามัย นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานรณรงค์วันไอโอดีนแห่งชาติ “กินเค็มพอดี ต้องมีไอโอดีน” และประกาศเจตนารมณ์เนื่องในวันไอโอดีนแห่งชาติ ที่กำหนดให้เป็นวันที่ 25 มิ.ย.ของทุกปี ร่วมกับภาคีเครือข่าย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย สมาคมเชฟแห่งประเทศไทย สมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ด และสมาคมการค้าธุรกิจ ว่า สธ.ได้ดำเนินการส่งเสริมป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนอย่างต่อเนื่อง

ในปีนี้รณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคที่เหมาะสม จึงรณรงค์ใช้เกลือและผลิตภัณฑ์ปรุงรสเสริมไอโอดีนที่เพียงพอ บริโภคโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่าเกลือปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน

โดยผลสำรวจปี 2564 พบว่า คนไทยบริโภคโซเดียมสูงถึง 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าค่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเกือบ 2 เท่า อีกทั้งยังมีพฤติกรรมการเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสปรุงรสใส่ลงบนอาหารโดยตรงทำให้เสี่ยงได้รับปริมาณโซเดียมเกินกว่าความต้องการในแต่ละวัน ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติครั้งที่ 1/2565 ที่ผ่านมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานคำชี้แนะให้มีการขับเคลื่อนให้เกิดชุมชน/หมู่บ้านไอโอดีนครอบคลุมทั่วประเทศ ภายในปี 2570 ผ่านแพลตฟอร์มไอโอดีน ส่งผลให้ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 23,911 แห่ง แบ่งเป็นระดับเหรียญทอง จำนวน 8,583 แห่ง ระดับเหรียญเงิน จำนวน 4,819 แห่ง และระดับเหรียญทองแดง จำนวน 10,509 แห่ง

 

Advertisement

นายสาธิต กล่าวว่า สำหรับการเสริมไอโอดีนในอาหาร ก็ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในเรื่องเมนูอาหาร เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงไอโอดีน และลดเค็มไปได้ด้วย ซึ่งร้านอาหารเป็นหน่วยเล็กที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายที่สุด แม้ไม่มีกฎหมายบังคับแต่ก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็แนะนำให้หลายผลิตภัณฑ์เสริมเกลือไอโอดีนด้วย

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการควบคุมและป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนแห่งชาติ ปี 2565 – 2570 ขณะนี้สถานการณ์ของโรคขาดสารไอโอดีนในภาพรวมของประเทศไทยดีขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ มีค่ามัธยฐานไอโอดีนในปัสสาวะภาพรวมของประเทศปี 2564 เท่ากับ 155 ไมโครกรัมต่อลิตร บรรลุตามค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำหรับความครอบคลุมการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในครัวเรือนดีขึ้นจากปี 2563 ที่มีการใช้ 80.2% เพิ่มเป็น 84.2% ในปี 2564 แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 90% จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมให้ประชาชนปรุงประกอบอาหารด้วยผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีน เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

เมื่อถามถึงพื้นที่ที่พบปัญหาขาดสารไอโอดีน นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ยังพบในพื้นที่เปราะบางสาเหตุเกิดจากการ 1.ปัญหาการเข้าถึงเกลือไอโอดีนทางกายภาพ เป็นพื้นที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ปัจจุบันดีขึ้นตามลำดับ และ 2.ความเชื่อ คือพื้นที่ภาคใต้ที่เชื่อว่าอยู่ติดทะเลแล้วจะไม่ขาดเกลือเสริมไอโอดีน แต่จริงๆ แล้วยังพบว่าประชาชนยังขาดไอโอดีนอยู่ ดังนั้นต้องเชิงรุกเข้าไปสร้างทัศนคติที่ดีในการบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน

ขณะที่ ผลการดำเนินการหมู่บ้านไอโอดีน พบว่าระดับไอคิวของเด็กในพื้นที่ดีขึ้น ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัยรวมถึงการเสริมไอโอดีนในอาหารด้วย และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีความตระหนักรู้มากขึ้นคือ โรคคอพอกเริ่มหายไปแล้ว แต่ปัญหาขาดไอโอดีนก็ยังมีส่วนที่มองไม่เห็นคือ ผลต่อการพัฒนาการสมองและการเจริญเติบโต ที่ต้องอาศัยการติดตามระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยกินเกลือ หรือกินเค็มเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เราจึงต้องลดการกินเค็มแต่ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมการกินไอโอดีนด้วย ผ่านการขอความร่วมมือผู้ประกอบในการปรุงอาหารด้วยเกลือเสริมไอโอดีน ที่หลายคนเข้าใจว่าราคาสูงกว่าเกลือทั่วไป แต่ในความจริงเกลือที่ผ่าน อย. ก็จะต้องเสริมไอโอดีนอยู่แล้ว และราคาก็ไม่ได้สูงไปกว่าเกลือเร่ที่ไม่มีมาตรฐานควบคุม

เมื่อถามถึงช่องทางการรับไอโอดีนมีรูปแบบใดบ้าง นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า คำแนะนำคือการใช้เกลือเสริมไอโอดีนจะเป็นทางที่ง่ายที่สุด แต่ปัจจุบันก็พบว่าผู้ประกอบการได้นำเกลือเสริมไอโอดีนผสมในอาหาร เครื่องดื่ม ทำไข่ไอโอดีน หรือแม้กระทั่งผักไอโอดีน ก็จะเป็นอีกช่องทางที่ทำให้ผู้บริโภครับไอโอดีนได้มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากข้อมูลผลการศึกษาความครอบคลุมการกินเกลือไอโอดีนในครัวเรือนเป้าหมายผ่านมาตรฐานไม่น้อยกว่า 90% ในปี 2564 มีเพียง 25 จังหวัดที่ผ่านมาตรฐาน แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน นครสวรรค์ ชัยนาท ชัยภูมิ นครราชสีมา กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สุรินทร์ ชลบุรี เพชรบุรี ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล และสงขลา ส่วนพื้นที่ที่มีความครอบคลุมการกินเกลือไอโอดีนในครอบครัวต่ำกว่าเป้าหมายพบมากในจังหวัดทางภาคอีสาน