วันที่ 31 ตุลาคม 2559 นายไอศูรย์ ช้างแก้ว อายุ 38 ปี หัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวสร้างสุข ต.บ้านต๊ำ อ.เมือง จ.พะเยา กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ปัญหาราคาข้าวตกต่ำกำลังทำให้ชาวนาหลายพื้นที่เครียดและพยายามหาทุกทางเพื่อให้อยู่รอด ซึ่งชาวนาทั่วไปต้องการให้รัฐบาลดำเนินการประกันราคาหรือรับจำนำข้าวดังเช่นที่เคยเป็นมา โดยตนมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเฉพาะช่วงเวลาเท่านั้น แต่ในระยะยาวปัญหาจะเกิดซ้ำอีก ดังนั้นทางออกที่จะแก้ไขได้ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงให้แก่ชาวนา มี 4 แนวทางสำคัญ ประกอบด้วย 1.การจัดโซนนิ่งพื้นที่เกษตรกรรม 2.กำหนดสายพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ เช่น ข้าวพันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์เฉพาะพื้นถิ่น และ 3.วิถีเกษตรกรรมที่ปลอดภัย ทำข้าวคุณภาพ/ข้าวอินทรีย์
นายไอศูรย์กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ตนรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่ม กก.ละ 17 บาท โดยข้าวจะต้องผ่านการคัดเกรด GAP เป็นข้าวคุณภาพปลอดภัย ไม่มีสารเคมีปนเปื้อนที่เป็นอันตราย และคัดเกรดบรรจุภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 เกรด คือ A กก.ละ 25 บาท B 23 บาท C 20 บาท ทำให้ชาวนาที่ปลูกข้าวได้ราคาดีสุขภาพปลอดภัยไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพเพราะไม่ใช้สารเคมีหรือสารพิษในการผลิตแต่ละขั้นตอน ที่สำคัญคนทานหรือผู้บริโภคก็มั่นใจได้ว่าได้ทานข้าวปลอดภัย ปลายทางสำคัญคือไม่มีปัญหาเรื่องข้าวราคาตกต่ำ เพราะเป็นข้าวคุณภาพที่ตลาดต้องการ เนื่องจากมีระบบการตลาดรองรับ รัฐบาลทำหน้าที่ช่วยเหลือเรื่องช่องทางการตลาด ไม่ต้องทุ่มงบประมาณเกินความจำเป็น
“นโยบายการประกันราคาหรือการรับจำนำข้าว ผมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่ไม่ได้ผลทั้งหมด ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้แก่พ่อค้าที่เอาเปรียบชาวนาในลักษณะต่างๆ สุดท้ายนายทุน พ่อค้าข้าวก็เป็นผู้รับผลประโยชน์จำนวนมาก ชาวนาก็ผจญกับราคาข้าวที่ผันผวนต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นการทำนาเพื่อผลิตข้าวคุณภาพจะเป็นทางออกที่เหมาะสม” นายไอศูรย์กล่าว

