ไหม้สำเพ็งระดมดับวุ่น-ตาย2 ชัชชาติรุดตรวจ-ชี้เป็นบทเรียน
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 26 มิถุนายน พ.ต.ท.พลวรรษ พรหมศร สว.(สอบสวน) สน.จักรวรรดิ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนใกล้เคียงท่าน้ำราชวงศ์ ถนนราชวงศ์ แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เป็นพื้นที่ร้านขายของ โดยพบเปลวเพลิงลุกไหม้ลามไปประมาณ 6 คูหา เจ้าหน้าที่เร่งใช้น้ำกว่า 10 หัวฉีดควบคุมเพลิงจากทางด้านล่างอาคาร บริเวณที่เกิดเหตุมีรถยนต์ถูกเผาทำลาย 4 คัน บริเวณหน้าอาคาร 3 ชั้นที่เกิดเพลิงไหม้ จากจุดหน้าตึกที่มีเพลิงไหม้มีหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้รับเพลิงไหม้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเหตุเพลิงไหม้เกิดจากหม้อแปลงไฟฟ้าดังกล่าวระเบิดขึ้นจึงเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปยังตัวอาคาร
ต่อมา เวลา 12.35 น. เพลิงเริ่มสงบลงแต่มีไฟปะทุเป็นระยะ มีเสียงแตกและคล้ายโครงสร้างอาคารบีบอัด เจ้าหน้าที่ต้องถอยออกมาฉีดน้ำอย่างระมัดระวัง เบื้องต้นการฉีดน้ำกว่า 1 ชั่วโมง สามารถควบคุมเพลิงส่วนใหญ่ไว้ได้ กระทั่งเวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ประกาศคลี่คลายสถานการณ์ ไม่มีเหตุรุนแรง และใช้โฟมในการดับถ่านที่อยู่ภายในอาคาร

น.ส.อาทิตยา โชคกิจมนัสชัย ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุที่หม้อแปลงระเบิด จึงทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ และมีลมแรงจึงทำให้เพลิงพัดลุกไหม้ไปยังอาคารข้างเคียง ประกอบกับมีถังแก๊สตั้งอยู่เพราะเป็นร้านขายอาหารตามสั่งจึงทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้น เบื้องต้นอาคารเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายประมาณ 4 คูหา จากที่ได้รับรายงานมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร อยู่บริเวณดังกล่าว
พนักงานสอบสวนได้สอบสวน น.ส.จิตรา อัฐใจ อายุ 34 ปี ลูกจ้างร้านขายถุงพลาสติก หนีออกจากอาคารได้อย่างหวุดหวิด ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. มีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้ามาตรวจสอบและซ่อมแซมสายไฟบริเวณดังกล่าว พาดขนานไปกับตัวอาคารบริเวณชั้น 2 ของร้านค้าในละแวกเดียวกัน กระทั่งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเดินทางกลับไป ตนและผู้ค้าอีกหลายคนสังเกตเห็นว่าบริเวณสายไฟที่หน้าร้านตนเกิดเสียงดังคล้ายไฟชอร์ต และได้วิจารณ์กันว่าเจ้าหน้าที่ไม่พันเก็บสายไฟให้เรียบร้อย ต่อมาไม่นานได้มีของเหลวไหลทะลักออกจากหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ติดตั้งอยู่บริเวณหน้าร้าน ก่อนจะมีเสียงระเบิดดังขึ้น 2 ครั้ง ทำให้ตนต้องรีบวิ่งข้ามถนนไปอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นแสงเพลิงก็ลุกลามจากหม้อแปลงไฟฟ้าเข้าสู่ตัวอาคารอย่างรวดเร็ว
พนักงานสอบสวนได้รับการยืนยันมีผู้บาดเจ็บ 11 ราย และพบศพผู้เสียชีวิต จำนวน 2 ราย ติดอยู่ที่ชั้นวางสินค้าด้านล่างของอาคารดังกล่าว 1 ราย ส่วนอีก 1 ราย พบศพอยู่ที่ชั้นบน ส่วนลูกจ้างเพศชายที่สูญหายชื่อนายเพชรเดือน (ยังไม่ทราบนามสกุล) อายุ 34 ปี และลูกจ้างเพศหญิงชื่อ น.ส.จิรภัทร สุ่มมาก อายุ 52 ปี
ต่อมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. ลงพื้นที่บริเวณจุดเกิดไฟไหม้สำเพ็ง นายชัชชาติกล่าวว่า เท่าที่ฟังข้อมูลเบื้องต้น เกิดจากหม้อแปลงระเบิด และลุกลาม ประกอบกับวัตถุภายในอาคารส่วนใหญ่เป็นพลาสติก ทำให้ลามเร็ว เหตุการณ์ครั้งนี้ในส่วนของภาครัฐ คงต้องมาทบทวนประเด็นเกี่ยวกับหม้อแปลงและสายสื่อสาร มีนโยบายอยู่แล้ว แต่ต้องรีบเร่งตัดสายที่ไม่ใช้ เพราะตัวฉนวนด้านนอกมีวัสดุติดไฟได้ อีกส่วนหนึ่งคือเจ้าของอาคารแต่ละครัวเรือนต้องตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าว่าอยู่ในมาตรฐานระดับดีหรือไม่ อาคารที่มีความเสี่ยงมากขึ้น คืออาคารที่มีเชื้อเพลิงภายในอยู่จำนวนมาก เป็นสิ่งที่ทำให้ความรุนแรงมีมากขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็นที่เจ้าของอาคารระบุว่าเกิดเหตุหม้อแปลงระเบิดก่อนหน้านี้หลายครั้ง จากนี้จะดำเนินการต่อไปอย่างไร นายชัชชาติกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้คือบทเรียนราคาแพง ต้องนำไปปรับปรุง ต้องประสานการไฟฟ้านครหลวงอย่างเข้มข้น เพราะเป็นผู้รับผิดชอบตรงนี้โดยตรง ส่วน กทม.จะช่วยประสานตรงจุดเสี่ยงแต่ละส่วน ให้แต่ละเขตสำรวจจุดเสี่ยงของตัวเองด้วย รวมถึงพูดคุยกับประชาชนและหาจุดเสี่ยงเพิ่ม ส่วนเรื่องค่าเสียหายที่มีผู้สอบถามว่าจะสามารถเรียกร้องจากการไฟฟ้าฯ โดยกทม.เป็นฝ่ายประสานให้ได้หรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นเรื่องทางกฎหมาย กทม.ไม่ได้เกี่ยวโดยตรง แต่หากศาลต้องการให้ไปเป็นพยานในรายละเอียด ก็พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย


