(11 ก.พ.59) เมื่อเวลาประมาณ 09.45 น.ที่ห้อง ศรีตรังโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลินอำเภอเมืองจังหวัดภูเก็ต กลุ่มบุคคลที่อ้างกรรมสิทธิ์ที่ดิน ในพื้นที่ที่มีกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์โฉนดรวม 19 ไร่, และที่สาธารณะชายหาดราไวย์กับกลุ่มชาวไทยใหม่ราไวย์ หมู่ที่ 2 ตำบลราไวย์อำเภอเมืองภูเก็ตประกอบไปด้วยนายเสทือน มุขดี อดีตประธานสภาเทศบาลตำบลราไวย์และประธานสภาวัฒนธรรมตำบลราไวย์ พร้อมด้วย นางกฤติยา เสงี่ยมกุล เจ้าของบริษัทบ้านราชาแทรเวล แอนด์ ทัวร์ จำกัด ที่ดิน 2 ไร่ ,นายวีระชัย ตันติวัฒนวัลลภ ตัวแทนเจ้าของที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 8324,นายชาตรี หมาดสตูล ผู้แทนบริษัทบารอนเวิลด์เทรด จำกัด เนื้อที่จำนวน 33 ไร่,นายชนะ ชาวนา ตัวแทนบริษัทผู้รับเหมา นายพงษ์ชัย อารีรอบและคณะร่วมกันชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีการนำสำเนาเอกสารสิทธิ์โฉนดโบราณ เอกสารที่ชาวเลทำสัญญาในการเช่าที่ดิน รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้เก็บหรือปอกมะพร้าวและติ้วโบราณที่มอบให้ชาวเล เมื่อมารับจ้างเก็บมะพร้าว ทั้งนี้กลุ่มเจ้าของที่ดินยืนยันว่าจะเข้าไปเรียกร้องขอความเป็นธรรมที่หน่วยงานทุกหน่วยงานรวมทั้งบุคคลในกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับที่กลุ่มชาวเลราไวย์ได้ไปเข้าพบและเรียกร้องมาแล้ว เพราะทุกคนไม่อยากเป็นจำเลยสังคมอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กร หน่วยงานและ NGOต่างๆ ทำหน้าที่เป็นเหมือนหน่วยประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มชาวเลอย่างสมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่ต้น
นายเสทือน กล่าวว่า กลุ่มเจ้าของที่ดินเหมือนเป็นคนบาปท่ามกลางการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนและ มองว่าคนราไวย์รังแกชาวเลเนื่องจากมีหน่วยงานหรือองค์กรบางหน่วยงานไปทะเลาะและในปัจจุบันนี้พฤติกรรมของชาวเลได้เปลี่ยนแปลงไป และนายสนิท แซ่ชั่ว มีบิดาเป็นชาวศรีสะเกษ และรับจ้าง ขึ้นมะพร้าวให้ปู่ทัน มุขดี ส่วนนายนิรันดร์ หยังปาน ยังเป็นลูกศิษย์ด้วย ทำไมจึงรู้เกี่ยวกับที่ดินมากกว่าคนอื่น นอกจากนี้ ประชาชนชาวราไวย์ต้องการที่จะรวมกลุ่มกันมาชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้อง ให้กับสาธารณชนได้รับรู้ เนื่องจากมีการออกข่าวทุกวันไม่เป็นความจริงและทุกฝ่ายรวมทั้งสื่อองค์กรหน่วยงานต่างๆไม่ได้มาสอบถาม กลุ่มผู้มีเอกสารสิทธิ์ที่หลักฐานชัดเจน ได้รับจากกรมที่ดินในพระปรมาภิไธยของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีสิทธิ์ตามกฎหมาย ชัดเจนและการซื้อที่ดินจากบุคคลต่างๆนั้นล้วนแล้วแต่มาจากโฉนดที่ดินทั้งสิ้น ส่วนชาวเล ในอดีต มาอยู่ในที่ดินที่บรรพบุรุษของตนเองเอื้อเฟื้อให้เพียง ประมาณ 20 ครอบครัวแต่ ในปัจจุบันกลับเจริญเติบโตเป็น 100ครอบครัว กลายเป็นมวลชนที่เรียกร้อง เอาสิทธิ์ที่ดินตอบแทน
นายเสทือนกล่าวย้ำว่า ที่ดิน ที่ชาวเลยึดครองสร้างเป็นบ้านปัจจุบัน ยืนยันว่าทั้งหมดเป็นของบรรพบุรุษของตน ที่เป็นชาวราไวย์ดั้งเดิม จากฟังคำบอกเล่าของปู่ทัน มุขดี ทราบว่า ชาวเล มาจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย เร่ร่อนและอาศัยเกาะต่างๆ เป็นที่พัก เช่น เกาะเฮ เกาะบอน และมีบางส่วนเข้ามาขอพักอาศัยในที่ดินของปู่ ที่อนุญาตให้มาอาศัยได้ ส่วนหนึ่ง โดย รับจ้างดูแลเก็บมะพร้าว แต่สื่อมวลชนเสนอข้อมูลเฉพาะฝั่งชาวเลเท่านั้น และข้อพิพาทที่เกิดขึ้น เห็นว่าคงไม่สามารถที่จะแก้ไขในระดับพื้นที่ได้ เพราะได้กลายเป็นปัญหาระดับประเทศไปแล้ว ต้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขดูแลและแนวทางคือยังยืนยันว่า ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งชุมชน จากนั้นเข้าบริหารจัดการ สร้างบ้านเรือน ให้มีการจัดระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งจัดให้มีลานวัฒนธรรม เพื่อจะได้ใช้เป็นพื้นที่ในการสืบสานวัฒนธรรมของชาวเล เนื่องจากปัจจุบันอยู่กันอย่างแออัด มีถึงประมาณ 300 กว่าครอบครัวหรือประมาณ 2,000 กว่าคน
ด้านนายวีระชัย กล่าวว่า ตนเองเข้ามารับราชการในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ปี 2518 ตามปกติแล้ว จากพฤติกรรมของชาวเล เมื่อมีผู้เสียชีวิตจะนำศพไปฝังบนฝั่ง ไม่ใช่มีเฉพาะในท้องที่ตำบลราไวย์เท่านั้นแต่มีทั่วเกาะภูเก็ต เวลานั้น ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงคือมีชาวเลอยู่อาศัยไม่ถึง 20 หลังคาเรือน และได้แจ้งให้นายทัน มุขดี เจ้าของที่ดินทราบว่า ในอนาคตนั้น อาจจะมีปัญหา ในการเรียกร้องสิทธิที่ดินของชาวเลได้ และก็เริ่มเป็นความจริงดังนั้นในปี 2522 จึงได้จัดทำเอกสารสัญญาเช่าที่ดินขึ้นมา และนายทัน มุขดี ยกที่ดินให้ตนเองส่วนหนึ่งด้วยจนกระทั่งมีองค์กรสิทธิ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนหรือ NGO ต่างๆกลุ่มชาวเลเริ่มมีความแข็งกร้าว เจ้าของสวนมะพร้าวไม่สามารถไปเก็บมะพร้าวได้ จากเดิมมะพร้าวมี 100-200 ต้นแต่กลุ่มชาวเลใช้วิธีการหยอดยาที่ยอดทำให้มะพร้าวยืนต้นตายจนเหลือไม่ถึง 10 ต้นในปัจจุบัน สำหรับนายทัน มุขดีซื้อที่ดินมาจากพันล้อม วงศ์จันทร์ กำนันคนแรก ของตำบลราไวย์ ซึ่งเป็นพ่อตามาก่อนหน้าจะมายื่นออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินในปี 2498 นานถึง 21 ปีหรือ นับปัจจุบันครอบครองที่ดินมานาน ถึง 150 ปี แต่ชาวเลกลับอ้างเพิ่มเติมในภายหลังว่า บรรพบุรุษชาวเลอยู่อาศัยในที่ดินตำบลราไวย์มานานนับ 300 ปี
นายวีระชัยกล่าวอีกว่า ในขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSIที่ไปพบโครงกระดูกบรรพบุรุษชาวเลนั้นให้แน่จริงต้องบอกได้ว่ากระดูกเป็นของบุคคลใดชื่อเสียงเรียงนามใดด้วย และในเมื่อชาวเลเป็นบุคคลต่างด้าวไม่สามารถที่จะครอบครองเอกสารสิทธิ์ที่ดินได้และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่เคยถามกลุ่มเจ้าของที่ดิน รวมไปถึงตัวแทนสื่อสารมวลชนไม่เคยมาสอบถามเช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับศาลฎีกาในคดีความต่างๆยังฟังทั้งสองข้าง หากไม่มี กรรมการต่างๆหน่วยงานราชการหรือองค์กรอิสระมาเกี่ยวข้องสนับสนุนจัดส่งชาวเลไปฝึกอบรม คงไม่มีเหตุการณ์อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้และทราบมาว่าในขณะนี้มีการเหมารถตู้อีก 2 คันเพื่อให้กลุ่มชาวเลราไวย์เดินทางไปสมทบกับคณะที่กรุงเทพมหานครในวันนี้จึงอยากจะให้ สื่อสารมวลชนและฝ่ายอื่นให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มเจ้าของที่ดินบ้าง ขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาความจริงไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเทศบาลตำบลราไวย์หรือแม้แต่แขวงการทางไม่สามารถที่จะ สร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือช่วยเหลือประการใดใดได้ให้แก่ชาวเลราไวย์เนื่องจากพวกเขาไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน
ขณะที่นายพงษ์ชัย กล่าวว่าจริงๆครอบครัวตนเองได้ขายที่ดินไปให้จี้บี้ เรียบร้อยแล้ว แต่จำเป็นต้องออกมาพูดเนื่องจาก จากว่าในช่วงที่เกิดเหตุมีการทำร้ายซึ่งกันและกันนั้นเกิดเหตุอยู่หน้าบ้านของตนเอง และในอดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวเล ตั้งบ้านเรือนอยู่ 3 โซน คือบ้านบนบ้านกลางและบ้านล่าง บ้านบนอยู่ในพื้นที่ที่ดินของบิดาเป็นสวนมะพร้าวและ นาข้าว ชาวเลไม่มีที่อยู่อาศัย และบิดา ได้อนุญาตให้อยู่อาศัย และในอดีต ตนเองมีเพื่อนมีพี่เป็นชาวเล แต่จนถึงในขณะนี้ ข้อเท็จจริง ต่างๆกลับเปลี่ยนแปลง เมื่อเดินทางไปประชุมที่กรุงเทพมหานคร มีเพื่อน ชาวอิสานสอบถาม จึงแจ้งข้อมูล จริงๆให้พวกเขาทราบ และทำให้ตนเองรู้สึกว่า สมควร ทุบให้ตาย และที่ดินของบริษัทบารอนเวิลด์เทรดจำกัด เปรียบเสมือนเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ และมีการปล่อยให้ข่าวเป็นความเท็จทั้งกรณีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และ โต๊ะบาลาย
ส่วนนางกฤติยา กล่าวว่า ตนเองซื้อที่ดินจำนวน 2 ไร่จากธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด(มหาชน)ที่ตรวจสอบหลังโฉนดแล้วมาจากกรมบังคับคดีและมีการสร้างบ้านอาคาร 3 ชั้นเป็นที่ตั้งของบริษัทบ้าน ราชา แทรเวลแอนด์ทัวร์ จำกัด และตามโครงการก่อสร้างที่ต้องการจะพัฒนาในพื้นที่เป็นศูนย์ท่องเที่ยวและให้บริษัทอยู่กับชาวเลได้อย่างเช่นสร้างบ้านให้เหมาะสมและว่าจ้างให้เข้าทำงานเป็นพนักงานเรือลำเลียงและขนส่ง มาตั้งแต่ปี 2555 โดย มีการประมาณการใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท และจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนการเปิดประตูหรือกรุที่ให้กลุ่มเจ้าของที่ดินและผู้เกี่ยวข้องที่มีอยู่สามารถมีโอกาสได้ชี้แจงต่อสาธารณชนโดยเฉพาะเมื่อวันที่ 5 กันยายน2551บริษัทจะเข้ามาพัฒนาที่ดินที่มีการซื้อขายแล้วแต่ปรากฏว่ามีกลุ่มชาวเลประมาณ 300 คน ได้เข้ามาชุมนุมคัดค้านจนถึงขณะนี้มีการฟ้องตามสิทธิรวมทั้งหมด 19 รายและมีการชี้ขาดจากศาลแล้ว 15 รายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะการเข้าข่ายชาวนากับงูเห่าทุกวันนี้ตนเองยังเป็นหนี้อย่าเรียกว่าเป็นนายทุนที่เอารัดเอาเปรียบกลุ่มชาวเลเลยขอให้สื่อสารมวลชนเสนอข้อมูลทั้งสองฝ่าย
“ในฐานะที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเนื้อที่ 2 ไร่ เลขที่ที่ดิน 12608 และอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่ มีเจ้าของที่ดินรวม 5 รายหรือมีจำนวน 19 ไร่ ที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมาตลอดไม่สามารถใช้สิทธิ์ในการพัฒนาที่ดินได้ เนื่องจากถูกกลุ่มชาวเลเข้ามายึดครองที่ดิน จึงอยากจะเรียกร้องขอความเป็นธรรม ที่ผ่านมาเคยยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ รวมทั้งฟ้องศาลปกครอง แต่เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาขัดแย้งของคนในชุมชนหาดราไวย์ต่อไป เจ้าของที่ดินทั้ง 5 ราย พร้อมที่จะเสนอขายที่ดินทั้งหมด ให้แก่ภาครัฐ เพื่อให้ภาครัฐเข้ามาจัดสรรเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเล เหมาะสมด้วย” นางกฤติยา กล่าว

แม้แต่นายชนะ ชาวนา กล่าวว่า สังคมอาจจะมองว่าเหมือนผู้ใหญ่ตีเด็กดังนั้นจึงจำเป็นต้องรอข้อสรุปจากหน่วยงานทุกฝ่ายให้มีการตรวจสอบได้เรียบร้อยเสียก่อน และอยากจะเรียกร้องให้คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งกรมที่ดินและต้องการที่จะตรวจสอบบางหน่วยงานที่มีการกล่าวว่าที่ดินตำบลราไวย์ผิดทั้งแปลงด้วย นอกจากนี้ในกรณีการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันในวันที่ 27มกราคมนั้น บริษัทรับเหมาจะต้องใช้เครื่องจักรกลเข้าไปยกก้อนหิน เกรงว่าจะมีผู้ได้รับอันตราย จึงจำเป็นต้องใช้คน เข้ามาดูแลพอเกิดเหตุมา กลายเป็นว่า บริษัทใช้คนไปทำร้ายชาวเล แต่ข้อเท็จจริงคือ ชาวเลยั่วยุ ขว้างปา ขวด ไม้ ก้อนหินสิ่งของใส่คนงาน ที่ต้องการสร้างบ้านพักคนงาน ส่วนท่อนไม้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเป็นของชาวเลทั้งนั้น และคิดว่ามีการเตรียมการมาก่อนส่วนชาวเลกลับไปให้ข่าวว่าบาดเจ็บ 30 กว่าคน แต่แจ้งความสถานีตำรวจภูธรฉลอง เพียง7 คนและบริษัทรับเหมาไม่เคยให้ข่าวมาก่อน ว่าคนงานบาดเจ็บกี่คน แต่บริษัทบารอนเวิลด์เทรดจำกัด รับปากที่ประชุมจังหวัดวันที่2 กุมภาพันธ์จะช่วยเหลือเยียวยาชาวเลที่บาดเจ็บ และได้ช่วยเหลือไปจริง 1 คน โดยไม่สามารถเปิดเผยชื่อเขาได้ กลัวถูกชาวเลอุ้มอีก แต่คนคนนี้ได้ไปถอนการแจ้งความแล้ว
นายชนะ กล่าวด้วยว่า ที่ดินแปลงของบริษัทบารอนเวิลด์ เทรด จำกัด ซื้อมาถูกต้องตามกฎหมายเป็นมือที่ 4 แล้วและไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์เอง ที่ดินช่วงที่ซื้อมา มีมูลค่านับ 1,000 ล้านบาท และในขณะนี้กลุ่มเจ้าของที่ดินแปลง 19 ไร่ ที่มีผู้ถือครองโฉนดมากกว่า 10 ราย และของบริษัท กำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานทั้งหมดรวมทั้งเกี่ยวกับทำงานขององค์กรบางองค์กร เพื่อยื่นต่อศาลปกครองและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อ ขอให้ ตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่เคยสอบถามข้อมูลจากเจ้าของที่ดินเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. วันเดียวกัน กลุ่มตัวแทนชาวเลราไวย์ ส่วนใหญ่ เป็น ผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ประมาณ 150 คนมีนายนิรันดร์ หยังปาน เป็นแกนนำ มารวมตัวกันที่ใกล้บริเวณศาลากลางจังหวัดภูเก็ต พร้อมกับนำร่มขนาดใหญ่ ผ้ายาง มาปูและนำผ้าเต้นท์มากาง รวมทั้งเตรียมอาหารมาแบ่งกันรับประทานและนั่งปักหลักอยู่ที่ริมถนนหน้าสนามชัย โดยมีเป้าหมายเพื่อ รอสอบถามความคืบหน้า จากจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวกับข้อสรุปการแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของทางเดินสาธารณะและที่ตั้งโต๊ะบาลาย รวมไปเหตุชุลมุนที่มีการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ระหว่างกลุ่มชายฉกรรจ์กับกลุ่มชาวเลราไวย์เมื่อวันที่ 27 มกราคมนี้ และการที่มาชุมนุม ต่อเนื่องทุกวันเพราะไม่อยากจะให้ ตัวแทน ที่ไปร้องเรียน ขอความเป็นธรรมในกรุงเทพมหานครกระทำตามลำพัง และอยากเป็นกำลังใจ ให้ผู้เดินทางไกลด้วย
นายนิรันดร์ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเริ่มมีหน่วยงานต่างๆเข้ามาดูแลร่วมกันแก้ไขปัญหาทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น และนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทหน้าหาดราไวย์ โดยมีนายประเจียด อักษรธรรมกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นหัวหน้าคณะ มีการประชุมกันในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ และกำหนดให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน และในวันนี้ กลุ่มชาวเลราไวย์ จึงมารวมกลุ่มเพื่อสอบถามความคืบหน้า3 เรื่องคือ การตรวจสอบพื้นที่สาธารณะและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ หรือที่โต๊ะบาลาย ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต, การกั้นแนวเขตพื้นที่สาธารณะที่ตรวจสอบแล้วให้ชัดเจน รวมทั้ง ต้องการทราบผลการตรวจสอบทหารบก จาก มทบ.ที่ 41 นครศรีธรรมราชชุดที่มาคุ้มครองแรงงานเอกชนเมื่อวันที่ 25 มกราคมว่าได้รับคำสั่ง ให้มาปฏิบัติงานโดยชอบหรือไม่ และการดำเนินคดีกับกลุ่มวัยรุ่นที่ทำร้ายชาวเลราไวย์ ตลอดจนการเยียวยาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ และ ในเวลา 16.30 น. ทางกลุ่มชาวเลราไวย์ยังคง รวมกลุ่มปักหลักชุมนุม อยู่ที่เดิม เพื่อรอพบ นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตที่ติดภารกิจงานไทยแลนด์ยอชต์โชว์ 2016 ที่อ่าวปอแกรนด์ มารีน่า ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต โดยยืนยันว่า หากผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตไม่เดินทางมาพบ จะปักหลักนอนค้างคืนที่ศาลากลางภูเก็ตต่อไป

