เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) พร้อมพ.อ.จรินทร์รัตน์ นาคสนิท หัวหน้าส่วนบริการ สนับสนุน หน่วยเฉพาะกิจ ศูนย์ปฏิบัติการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 นางนฤมล ช่วงรังษี รองเลขาธิการ ป.ป.ส. นายพิภพ ชำนิวิกัยพงศ์ ผอ.สถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติด และนายวิชัย ไชยมงคล ผอ.ป.ป.ส.ภ.5 พร้อมคณะสื่อมวลชน36 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติการตัดทำลายไร่ฝิ่นบ้านห้วยบง ต.นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กว่า 1 ไร่ โดยนายณรงค์ กล่าวว่า จากการติดตามสำรวจและควบคุมพืชเสพติด พบพื้นที่ทำลายฝิ่นของกลุ่มผู้ลักลอบปลูกฝิ่นตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2558 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559) พบพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นจำนวน 2,805 แปลง รวมทั้งสิ้น 1,996.10 ไร่ แยกเป็นรายจังหวัด คือ

จ.เชียงใหม่ 1,188.07 ไร่ จ.ตาก 679.21 ไร่ จ.แม่ฮ่องสอน 76.02 ไร่ จ.เชียงราย 27.69 ไร่ จ.กำแพงเพชร 19.76 ไร่ และ จ.น่าน 5.35 ไร่ จากข้อมูลพื้นที่ปลูกฝิ่นที่สำรวจพบแสดงให้เห็นว่าปัจจุบันพื้นที่ปลูกฝิ่นยังคงมีอยู่ แต่มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ในพื้นที่เดียวกันนั้นผู้ปลูกส่วนใหญ่จะทำการปลูกซ้ำอีกครั้งหนึ่งอีกทั้งผู้ปลูกได้พัฒนาวิธีการปลูกโดยเรียนรู้การเลือกทำเลที่จะปลูก การคัดเมล็ดพันธุ์ฝิ่นที่คาดว่าจะให้ผลผลิตสูง การนำเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมด้วย การให้น้ำ การยกร่องแปลงปลูก รวมถึงการบำรุงและดูแลรักษา อีกทั้งพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นนั้นมักเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเส้นทางรถยนต์เข้าถึง เป็นอุปสรรคต่อการสำรวจและตัดทำลาย จำเป็นต้องใช้อากาศยานและการเดินเท้าเท่านั้นในการเข้าถึงพื้นที่

นายณรงค์ กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันพบว่าพื้นที่ปลูกและแปลงปลูกฝิ่นลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 จากการสำรวจของสำนักงาน ป.ป.ส. พบว่าในปีนี้มีพื้นที่ปลูกฝิ่น 1,200 ไร่ ลดลงจากเดิมที่มีเกือบ 2,000 ไร่สามารถตัดทำลายประมาณร้อยละ 98 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด นอกจากนี้สำนักงาน ป.ป.ส. ยังร่วมกับหน่วยงานภาคีใช้มาตรการอื่นๆ เข้าร่วมดำเนินการ เช่น การบำบัดรักษาผู้เสพ ผู้ติด การเสริมสร้างอาชีพและรายได้ การพัฒนาสภาพแวดล้อมและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ตลอดจนการปราบปรามบังคับใช้กฎหมายและการยึดทรัพย์ คาดว่าในอนาคตการลักลอบปลูกฝิ่นอาจหมดไปจากประเทศไทยได้

ด้านนายพิภพ กล่าวว่า รูปแบบของการปลูกฝิ่นปี 2558-2559 พบว่าจะเลือกพื้นที่ปลูกอยู่ห่างไกลและกันดารยิ่งขึ้น เช่น บริเวณพื้นที่สูงในเขต อ.อมก๋อย อ.แม่แตง อ.เชียงดาว อ.เวียงแหง และ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ อ.พบพระ อ.สามเงา อ.แม่ระมาด อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และอ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พื้นที่ปลูกจะมีขนาดแปลงเล็กลงแต่จะมีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณเดียวกันหลายแปลง และยังพบว่าพื้นที่ปลูกฝิ่นจะปลูกล่าช้ากว่าทุกๆปี นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบน้ำสปริงเกอร์เกือบทุกพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ในเขตอ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ อ.แม่ระมาด อ.ท่าสองยาง จ.ตาก พบมีการปลูกฝิ่นรอบสองเป็นจำนวนมาก โดยใช้ระบบสปริงเกอร์ช่วยให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และมีการปลูกหลายรุ่นในบริเวณใกล้ๆกัน
นายพิภพ กล่าวต่อว่า ปัญหาในการทำงานนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่การคมนาคมยากลำบาก การเข้าถึงพื้นที่ใช้เวลาเดินทางมาก ต้องอาศัยอากาศยานในการเดินทาง สภาพอากาศในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะปัญหาสภาพอากาศปิด ไม่สามารถใช้อากาศยานในการเดินทางได้ จึงทำให้การเข้าตรวจสอบพื้นที่ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ปลูกหนาแน่น เขต อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ติดต่อเขต อ.แม่ระมาด อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ซึ่งพาหนะที่ใช้ในการสำรวจและตัดทำลายมีจำนวนจำกัดและอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน อีกประการหนึ่งคือ การปลูกหลายรุ่นในบริเวณเดียวกัน ยากต่อการตัดทำลาย ต้องเข้าตัดหลายครั้ง ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น
นายพิภพ กล่าวอีกว่า สำหรับราคาฝิ่นดิบในพื้นที่อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ขายปลีก มูละ 120-150 บาท (1,120 มู เท่ากับ 1จ๊อย เท่ากับ 1.6 กิโลกรัม) หรือจ๊อยละ 134,400-168,000 บาท หรือกิโลกรัมละ 84,000-105,000 บาท เป็นราคาที่ค่อนข้างสูง เพราะเจ้าหน้าที่ปราบปรามอย่างเข้มงวด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแปลงฝิ่นที่คณะเดินทางไปใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์โฟร์วิลประมาณ 2ชั่วโมง ระยะทาง 30 กิโลเมตร โดยแปลงฝิ่นถูกปลูกกลางหุบเขา อายุประมาณ 90 วัน เหมาะกับการตัดทำลาย เพราะจะไม่สามารถงอกขึ้นมาได้อีก ทั้งนี้แปลงดังกล่าว หากเก็บเกี่ยวได้ตามต้องการจะได้ฝิ่น ปริมาณ 1.6 กิโลกรัม

