ศาลปกครองสูงสุดสั่งกทม.จ่ายค่าสินไหมร่วม6ล้านแก่ญาติเหยื่อไหม้ซานติก้าผับ12ราย

31.10.16 | 17:24 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองสูงสุด พิพากษาแก้คำตัดสินศาลปกครองชั้นต้น ให้กรุงเทพมหานครผู้ถูกฟ้อง ชำระค่าสินไหมทดแทนกับ นาง เอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานนท์ ผู้ฟ้องที่ 1 เป็นเงิน 175,000 บาท นางมุ้ยเกียง ถนอมปัญญารักษ์ ผู้ฟ้องที่ 2 เป็นเงิน 85,000 บาท นายสนธยา บุญพรม ผู้ฟ้องที่ 3 เป็นเงิน 595,000 บาท นายศักดิ์สิทธิ์ เทียนทอง ผู้ฟ้องที่ 4 เป็นเงิน 295,000 บาท น.ส.มัทริน อยู่โต ผู้ฟ้องที่ 5 เป็นเงิน 160,000 บาท นาง พนิดา โพธิ์ศรี ผู้ฟ้องที่6 เป็นเงิน 475,000 บาท น.ส. ธนัชชา สุนทรชัย ผู้ฟ้องที่ 7 เป็นเงิน 239,462.50 บาท น.ส.ปรียานุช พึงลำภู ผู้ฟ้องที่ 8 เป็นเงิน 456,562.75บาท น.ส.กาญจนา นาคขวัญ ผู้ฟ้องที่ 9 เป็นเงิน 511,560.50 บาท น.ส.ศศินันท์ ชาญการไถ ผู้ฟ้องที่10 เป็นเงิน 773,791.67 บาท นาย วราวุธ นาคพัฒน์ ผู้ฟ้องที่ 11 เป็นเงิน 1,509,087.50 บาท และ น.ส.รัตนา แซ่ลิ้ม ผู้ฟ้องที่ 12 เป็นเงิน 518,786 บาท ทั้งหมดเป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการเพลิงไหม้สถานบริการซานติก้าผับ ย่านทองหล่อ เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2551


คดีนี้ นางเอสเตอร์ กับพวกทั้ง 12 ราย ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2552 ต่อศาลปกครองกลาง กรณีผู้ฟ้องทั้ง 12 ราย เป็นครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ โดยกรุงเทพมหานครไม่ควบคุมดูแลอาคารที่เปิดเป็นสถานบริการ ไม่ตรวจสอบสภาพ โครงสร้างและอุปกรณ์ต่างๆตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซานติก้าผับ มีลักษณะเป็นอาคารสาธารณะ จากการตรวจสอบของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ พบว่าไม่มีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ และป้ายทางหนีไฟ โดยชั้นใต้ดินมีทางขึ้นลงทางเดียวจึงขอให้ศาลพิพากษาสั่งผู้ถูกฟ้องชำระเงินค่าเสียหายทางจิตใจ ค่าปลงศพ ค่าขาดโอกาสในการทำงาน และค่าขาดไร้อุปการะ กับผู้ฟ้องทั้ง12ราย พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ

ขณะที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า ภายในอาคารดังกล่าวไม่จัดให้มีป้ายบอกทางออกและทางหนีไฟ และไม่พบระบบดับเพลิงอัตโนมัติ มีการก่อสร้างอาคารผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต มีการต่อเติมดัดแปลงใช้เป็นสถานบริการ ซานติก้าผับ อาคารดังกล่าวตั้งอยู่ติดถนนสุขุมวิท ระหว่างซอยเอกมัย 9-11 และอยู่ห่างจากสำนักงานเขตวัฒนาไม่มาก ดังนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ย่อมต้องทราบหรือควรจะทราบว่าอาคารนั้นก่อสร้างผิดไปจากแบบแปลนที่ได้รับอนุญาต ซึ่งผู้ว่า กทม.มีหน้าที่จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ แม้ผู้ว่าฯ กทม. จะแจ้งความร้องทุกข์แต่หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้แล้ว จึงถือได้ว่าละเลยต่อหน้าที่ จึงให้กทม.ชำระค่าสินไหมทดแทนกับนาง เอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานนท์ ผู้ฟ้องที่ 1 เป็นเงิน 140,000 บาท นาง มุ้ยเกียง ถนอมปัญญารักษ์ ผู้ฟ้องที่ 2 เป็นเงิน 68,000 บาท นาย สนธยา บุญพรม ผู้ฟ้องที่ 3 เป็นเงิน 308,000 บาท นาย ศักดิ์สิทธิ์ เทียนทอง ผู้ฟ้องที่ 4 เป็นเงิน 236,000บาท น.ส. มัทริน อยู่โต ผู้ฟ้องที่ 5 เป็นเงิน 128,000 บาท นาง พนิดา โพธิ์ศรี ผู้ฟ้องที่ 6 เป็นเงิน 740,000บาท น.ส. ธนัชชา สุนทรชัย ผู้ฟ้องที่ 7 เป็นเงิน 191,570 บาท น.ส.ปรียานุช พึงลำภู ผู้ฟ้องที่ 8 เป็นเงิน 250,888 บาท น.ส.กาญจนา นาคขวัญ ผู้ฟ้องที่ 9 เป็นเงิน 279,306 บาท น.ส.ศศินันท์ ชาญการไถ ผู้ฟ้องที่10 เป็นเงิน 550,600 บาท นาย วราวุธ นาคพัฒน์ ผู้ฟ้องที่ 11 เป็นเงิน 263,048 บาท และ น.ส.รัตนา แซ่ลิ้ม ผู้ฟ้องที่ 12 เป็นเงิน 249,823 บาท พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้ผู้ถูกฟ้องชำระค่าสินไหมภายใน 30 วันนับแต่คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ต่อมา กทม.ผู้ถูกฟ้องยื่นอุทธรณ์ และ ผู้ฟ้องทั้ง 12 ยื่นอุทธรณ์ในประเด็นค่าเสียหายเพิ่มเติม ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า ความเสียหายของผู้ฟ้องทั้ง 12 เป็นผลโดยตรงต่อการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อำนวยการเขตในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่า กทม. ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ชำระค่าสินไหมทดแทนกับผู้ฟ้องทั้ง 12 รายนั้นเห็นพ้องด้วยบางส่วน โดยศาลปกครองสูงสุดพิพากษาแก้ปรับเพิ่มค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ฟ้องทั้ง 12 ราย

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาย่อมถือคดีเป็นที่สุด กทม.จะต้องชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยภายใน 30 วัน โดยค่าสินไหมผู้ฟ้องทั้ง 12 คนแล้วรวมเป็นเงิน 5,794,250.92 บาท