เผยจุดยืนศาลพิพากษาคดี คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ให้ประกัน 90%ใช้หลักประเมินความเสี่ยงลดเหลื่อมล้ำ

30.06.22 | 12:52 น.

‘จีระพัฒน์’ ระบุหลัง MOU ‘ชัชชาติ’ จุดยืนศาลยุติธรรมนอกจากพิพากษาคดี การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ ยันที่ผ่านมาให้ประกัน 90% ใช้หลักประเมินความเสี่ยงลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความปลอดภัยสังคม


เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ที่ ห้องประชุมชั้น 7 สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการประสานงานระหว่าง ศาลยุติธรรม กับกรุงเทพมหานคร ในโครงการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและการกำกับดูแลในชั้นปล่อยชั่วคราวของศาลยุติธรรม

โดยนายจีระพัฒน์กล่าวช่วงหนึ่งว่า ในวันนี้สำนักงานศาลยุติธรรมและกรุงเทพมหานคร สามารถบรรลุข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและการตั้งผู้กำกับดูแลในชั้นปล่อยชั่วคราวจากศาลยุติธรรม ซึ่งอยากจะให้ทุกคนเห็นความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ เช่น ถ้าวันนี้พวกเราทุกคนถูกจำกัดอยู่ในห้องตลอดทั้งวัน ไปไหนไม่ได้ บางคนอาจจะทนได้ แต่บางคนอาจจะทนไม่ได้ แต่ถ้าหากเราถูกจำกัดอยู่ในห้องเป็นเดือน เป็นปี ต้องถูกแยกจากครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง คนที่เรารัก ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่าสิทธิเสรีภาพ ศาลยุติธรรมนอกจากมีหน้าที่พิพากษาคดีแล้ว การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมาศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

นายจีระพัฒน์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาผู้พิพากษาจะสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำนวนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จากคำร้องทั้งหมดที่ยื่นต่อศาล แต่อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขผู้ต้องขังในเรือนจำ ณ วันที่ 1 มิ.ย.2565 นั้นมีผู้ต้องขังทั่วประเทศ จำนวน 266,700 คน อยู่ระหว่างการสอบสวนและพิจารณาคดีของศาล จำนวน 54,554 คน คิดเป็นร้อยละ 20.45 แสดงว่าใน 100 คน มีคนที่ยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด ซึ่งจะต้องได้รับการปล่อยชั่วคราว เว้นแต่จะมีเหตุตามกฎหมาย 3 ประการ คือ 1.น่าเชื่อว่าจะหลบหนี 2.จะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและ 3.น่าเชื่อว่าจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ทั้งนี้ การปล่อยชั่วคราวที่ผ่านมาเป็นการปล่อยชั่วคราวโดยยึดทรัพย์สิน เงิน หรือหลักประกัน โดยส่วนมากจะกำหนด หรือตีวงเงินจากมาตรฐานกลางในการปล่อยชั่วคราว โดยอาศัยข้อหาเป็นหลักในการตีราคาหลักประกัน เนื่องจากผู้พิพากษาไม่มีข้อมูลผู้ต้องหา หรือจำเลยเพียงพอว่าถ้าได้รับการปล่อยชั่วคราวไปแล้ว จะหลบหนี กระทำผิดซ้ำ หรือก่อเหตุร้ายหรือไม่ เนื่องจากคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน หรือคำฟ้องของอัยการมีข้อเท็จจริงเพียงพฤติการณ์การจับจับและข้อหา ทำให้ผู้พิพากษาไม่สามารถจะใช้ดุลพินิจได้อย่างละเอียดรอบคอบเพียงพอ

Advertisement

นอกจากนี้ แล้วรัฐยังไม่มีกลไกกำกับติดตามดูแลความประพฤติของผู้ต้องหาภายหลังได้รับการปล่อยชั่วคราว จากปัญหาเหล่านี้ ส่งผลให้ผู้พิพากษาต้องหากรอบคิดว่าจะทำให้การปล่อยชั่วคราวเป็นไปตามหลักสากลได้อย่างไร โดยใช้วิธีการเรียกหลักประกัน โดยตั้งสมมุติฐานว่าไม่มีผู้ต้องหา หรือจำเลยคนใดต้องการสูญเสียเงินทรัพย์สิน ที่จะทำให้ตนเอง หรือญาติพี่น้องที่นำหลักประกันมาวางได้รับความเดือดร้อน แต่ก็เกิดปัญหาในการปฏิบัติหลายประการ ที่เห็นชัดเจน เช่น ก่อให้เกิดความเลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน และก่อให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่าขังคนที่ไม่ควรถูกขังและปล่อยคนที่ไม่ควรถูกปล่อย เพราะหากการปล่อยชั่วคราวโดยอิงจากหลักประกันเป็นสำคัญนั้น ผู้ต้องหา หรือจำเลยที่มีพฤติการณ์เหมือนกัน และความเสี่ยงระดับเดียวกัน หากมีหลักประกันก็จะได้รับการปล่อยชั่วคราว แต่อีกคนจะถูกขังไว้เพราะไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอ ทั้งที่หากมีการประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลว่าจะหลบหนี ก่อเหตุอันตราย หรือไม่อาจจะมีคนจำนวนมากได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะความเสี่ยงต่ำมาก ไม่มีเหตุที่จะขังไว้ ทั้งนี้ การใช้หลักประกันไม่สามารถรับประกันได้ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนีหรือไม่ และการถูกขังกระทบต่อจิตใจและครอบครัว ยิ่งหากผู้ต้องขังเป็นเสาหลักของครอบครัวก็จะมีผลกระทบต่อสังคมตามมา

นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดต้นทุนแก่รัฐอย่างมหาศาล เพราะจะต้องเสียงบประมาณค่าใช้จ่ายดูแลผู้ต้องขัง ประมาณ 3-4 หมื่นบาทต่อคนต่อปี และยังจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามบังคับหลักประกัน กรณีที่หลบหนี ดังนั้นการปล่อยชั่วคราวที่ศาลจะนำมาใช้ คือ วิธีการประเมินความเสี่ยง โดยนำข้อมูลทางสถิติและหลักพฤติกรรมศาสตร์ มาวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบดุลพินิจของผู้พิพากษาในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เพื่อลดการเรียกหลักประกันควบคู่ไปกับความปลอดภัยของสังคม และใช้วิธีตั้งผู้กำกับดูแล โดยให้มีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ สอดส่องดูแล รับรายงานตัวและให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ได้รับการปล่อยชั่วคราว ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการหลบหนี ก่อภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยศาลจะกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้ต้องหาหรือจำเลยแต่ละราย และกำหนดให้ผู้กำกับดูแลคอยรับรายงานตัวผู้ต้องหา หรือจำเลยเป็นระยะจนกว่าจะเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี หรือการกำหนดให้ผู้กำกับดูแลคอยสอดส่องไม่ให้ผู้ต้องหาหรือไปกระทำการใดที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564-เมษายน 2565 มีการตั้งผู้กำกับดูแลไปแล้ว 4,140 คน เป็นศาลในส่วนภูมิภาค จำนวน 4,058 ศาลในกรุงเทพฯจำนวนไม่มาก ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนในกรุงเทพฯ ได้รับโอกาสเข้าถึงการปล่อยชั่วคราวและลดการใช้หลักประกัน และเพื่อความปลอดภัยให้กับสังคม