‘หลอดเลือดหัวใจตีบ’ คร่าชีวิต ชม.ละ 2 คน หมอชี้ ตรวจคลื่นไฟฟ้าไม่ได้ทำให้รู้โรคทั้งหมด

1.07.22 | 14:45 น.
นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปะศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

แพทย์เชี่ยวชาญ ชี้ ‘หลอดเลือดหัวใจตีบ’ ทำคนตายชั่วโมงละ 2 คน ตรวจคลื่นไฟฟ้าไม่ได้ทำให้รู้โรค ต้องสังเกตตัวเอง ออกกำลังกายวัดกราฟหัวใจ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือเครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตลอดจนภาคเอกชน จัดมหกรรมสุขภาพเฮลท์ แคร์ 2022 ภายใต้ธีม “Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย” ตอกย้ำความแกร่งผู้นำงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคมนี้


นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปะศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวในเวทีทอล์ก “เช็กให้ชัวร์ กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยร้ายใกล้ตัว” ว่าหลายคนเข้าใจเกี่ยวกับโรคเส้นเลือดหัวใจตีบว่าจะเกิดอาการโรคหัวใจขึ้นในทุกรายหรือไม่ ฉะนั้น เราจะต้องทำความรู้จักกับโรคหัวใจให้มากขึ้น โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั่วโลก อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30% หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก ส่วนประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหัวใจประมาณ 4 แสนรายต่อปี ส่วนการเสียชีวิตปีละ 2 หมื่นราย หรือคิดเป็นชั่วโมงละ 2 ราย ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้สูงอายุมีโอกาสเกิดโรคหัวใจมากที่สุด เนื่องจากเมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้นเส้นเลือดหัวใจก็จะเริ่มตีบมากขึ้น แต่ขณะนี้เราพบว่าอัตราการเกิดโรคเริ่มพบในผู้อายุลดลงเรื่อยๆ

“เมื่อเส้นเลือดหัวใจตีบก็จะเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ส่งผลให้กล้ามเนื้อตายและการทำงานของหัวใจแย่ลง การบีบตัวของหัวใจลดลง ฉะนั้น คนไข้ก็จะมาในอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยหรือน้ำท่วมปอด หลายคนให้การรักษากลับคืนมาได้แต่หลายคนก็พบว่ากล้ามเนื้อหัวใจตายแล้ว จะต้องใช้ยารักษาในระยะยาว” นพ.วิโรจน์กล่าว

นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปะศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

นพ.วิโรจน์กล่าวว่า การเกิดภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบจะมีหลายระยะ เริ่มจาก ระยะที่ 1 ช่วงอายุ 20-30 ปี เส้นเลือดหัวใจจะไม่มีไขมันเลย ระยะที่ 2 เริ่มมีคราบไขมันที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผนังหลอดเลือดเกิดขึ้น ซึ่งระยะนี้มักจะใช้เวลาประมาณ 20-30 ปี ฉะนั้น โรคที่เราเจอในอายุ 60-70 ปี มันไม่ได้เพิ่งเกิด แต่สะสมมาตั้งแต่อายุ 30 ปี เส้นเลือดหัวใจจะเริ่มตีบ 5% 10% 30% ตามอายุ ความน่ากลัวคือตอนที่เริ่มตีบน้อยๆ จะไม่มีอาการ แม้ออกกำลังก็ไม่ทราบว่ามีอาการ และการตรวจก็มีข้อจำกัดในการส่งตรวจ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้ตัวและมาหาหมอก็ตอนที่มีไขมันสะสมในเส้นเลือดหัวใจ 80% หรือช่วงอายุ 60-70 ปีแล้ว ซึ่งจะเริ่มมีอาการเมื่อตอนที่ออกแรงแล้วเจ็บหน้าอก เช่น เดินขึ้นบันได เดินไกล แต่เมื่อนั่งพักแล้วจะดีขึ้น ก็เป็นสัญญาณของหลอดเลือดหัวใจตีบ

Advertisement

“คำว่า เจ็บหน้าอก ของเส้นเลือดหัวใจตีบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด คือ รู้สึกแน่นบริเวณจุดของหัวใจ กลางอกไปจนถึงลิ้นปี่ ทำให้คิดว่าตัวเองเป็นโรคกระเพาะ แต่จริงๆ แล้วเป็นเส้นเลือดหัวใจตีบ รู้สึกแน่นหน้าอกเมื่อออกแรง เหมือนมีอะไรมาทับประมาณ 3-5 นาที อาการอาจจะร้าวไปที่แขนหรือกรามได้ ส่วนอาการที่เกิดแบบไม่ตรงไปตรงมา จะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ แป๊บๆ เพียงไม่กี่วินาที ทำให้คนไม่ได้ใส่ใจอะไร ตรงนี้ต้องระวังเพราะจะมีอาการถี่ขึ้น เป็นนานขึ้น รุนแรงมากขึ้นจนทำให้ผู้ป่วยต้องพาตัวเองมาหาหมอ” นพ.วิโรจน์กล่าว

นพ.วิโรจน์กล่าวว่า ขั้นตอนการรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบในกลุ่มที่มีอาการค่อยเป็นค่อยไป คือการส่งตรวจเพื่อสวนหัวใจ แต่ในกลุ่มที่เกิดอาการเฉียบพลัน เจ็บหน้าอก 20-30 นาที หรือหมดสติไปเลย ซึ่งเป็นอาการของหัวใจวาย สาเหตุเกิดจากผนังหลอดเลือดปริแตกแล้วกดลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งเราจะไม่ทราบว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ขั้นตอนการรักษาจะต้องมีการสวนหัวใจและเปิดหลอดเลือดเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้คือผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง สูบบุหรี่ อ้วน และไม่ได้ออกกำลังกาย รวมถึงประวัติของคนในครอบครัวที่มีปัญหาโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น พ่อแม่เป็นเส้นเลือดหัวใจตีบตอนอายุน้อยกว่า 55 ปี ก็จะเป็นความเสี่ยงทำให้ลูกเกิดโรคหัวใจตีบได้เร็ว

นพ.วิโรจน์กล่าวต่อว่า วิธีการตรวจหาภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบ จะใช้วิธี คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นการคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งต้องขอเน้นย้ำว่า หากการตรวจแล้วผลออกมาว่าปกติก็จะต้องระวังต่อ เพราะผลการตรวจไม่ได้บอกได้ทั้งหมดว่ามีโรคหรือไม่ เพราะหากผู้ที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 60-70% แต่นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้มีอาการหัวใจขาดเลือดเพราะหลอดเลือดยังสามารถส่งเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ในช่วงนั่งพัก ผลของคลื่นไฟฟ้าหัวใจก็จะออกมาปกติ ฉะนั้น คำถามสำคัญคือ เราได้ออกแรง ออกกำลังกายหรือไม่ แล้วเมื่อออกแรงแล้วมีอาการอย่างไร หากยังไม่มีอาการอะไร ก็อนุมานได้ว่ายังไม่มีภาวะตีบที่มาก อย่างไรก็ตาม เดินบนสายพานไฟฟ้า เพื่อใช้กระตุ้นหัวใจ เท่ากับเป็นการตรวจคัดกรองในขณะที่ออกกำลังกาย ซึ่งหากมีความผิดปกติก็จะมีผลออกมาในกราฟไฟฟ้าหัวใจ ที่เข้าใจกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากนั้นก็จะต้องไปสวนหลอดเลือดหัวใจ นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีการใช้ยาเข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจแทนการเดินสายพานไฟฟ้าในผู้ที่เดินไม่ไหวด้วย

นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปะศาสตร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

นพ.วิโรจน์กล่าวว่า สำหรับผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบจะต้องรักษาด้วยการแพทย์ เช่น ทำบอลลูน สวนหลอดเลือดหัวใจ การทำบายพาส ซึ่งจะใช้ยาละลายลิ่มเลือด ละลายไขมัน ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ฉะนั้น เมื่อเป็นโรคแล้วก็จะมียาอย่างน้อย 4-5 ตัว สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรค ก็มีการป้องกันได้ง่ายๆ 7 ข้อ คือ 1.งดสูบบุหรี่ 2.ออกกำลังกายง่ายๆ แบบปานกลาง เช่น วิ่ง เดินเร็วประมาณ 5 กิโลเมตร รำไทเก๊ก ขยับร่างกาย ทั้งนี้ หากทุกคนออกกำลังกายได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก โดยการออกกำลังกายแต่ละครั้งจะต้องต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแล้วนั่งพัก หรือหยุด หากจะเดินก็ต้องเดินต่อเนื่องให้ถึงอย่างน้อย 30 นาที

ร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยให้แข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกัน ใน “Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย” โดยเครือมติชน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.30-20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

ทั้งนี้ สำนักพิมพ์มติชน ได้ตั้งบูธ Healthy Book Fair บริเวณโถงเข้า สามย่าน มิตรทาวน์ฮอลล์ จำหน่ายหนังสือในเครือมติชน และเพื่อนสำนักพิมพ์ ในราคาพิเศษ โดยหนังสือขายดีและหนังสือหมวดสุขภาพ ลดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ สูงสุด 25 เปอร์เซ็นต์