อายุรแพทย์ไขปัจจัย ‘สมองล้า-หมดไฟ’ ภัยเงียบยุคใหม่ ใครเครียดจัด-พักน้อย-จ้องจอหนัก ต้องปรับ
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือ เครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตลอดจนภาคเอกชน จัดมหกรรมสุขภาพเฮลท์ แคร์ 2022 ภายใต้ธีม “Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย” ตอกย้ำความแกร่งผู้นำงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 13.43 น. ที่เวทีกลาง มีการบรรยายในหัวข้อ “ภาวะสมองล้า ภัยเงียบคนยุคใหม่”
โดย พญ.ธกานต์ หวังธำรง อายุรแพทย์สาขา โรคระบบประสาท แผนกอายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน กล่าวถึง ภาวะสมองล้า ว่าคือกลุ่มอาการที่เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการเรียน การทำงาน เข้าสังคม รวมถึงสุขภาพทั่วไป และการนอนหลับ ปล่อยให้เป็นนานไป อาจเสี่ยงโรคอื่น เช่น สมองเสื่อม อัลไซเมอร์ เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า พักผ่อนน้อย อ่อนล้า เสี่ยงเป็นเสมองเสื่อมด้วย รวมถึงพาร์กินสันในบางราย แต่ไม่มาก
เมื่อพิธีกรถามถึงตัวบ่งชี้ภาวะสมองล้า?
พญ.ธกานต์กล่าวว่า อาการสมองล้ามีหลายอย่าง ตั้งแต่รู้สึกว่าสมองไม่โล่ง ไม่โปร่ง ซึ่งมาจากคำว่า Brain fog เหมือนมีเมฆปกคลุมตลอดเวลา มันตื้อ ไม่เคลียร์ ไม่โล่ง ตามหลักคือคิดช้าลง หลงลืมง่าย ไม่ค่อยมีสมาธิในการจดจ่อสิ่งต่างๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้น้อยลง ความสร้างสรรค์ต่างๆ ที่เคยคิดได้ก็ทำได้น้อยลง อื่นๆ คือมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า นอนไม่ค่อยหลับ แม้แต่เพลียตอนเช้า มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง เครียด ซึมเศร้า ร่วมได้
เมื่อถามว่าอาการรุนแรงหรือไม่?
พญ.ธกานต์กล่าววว่า เป็นการปวดศีรษะรุนแรง ถึงขั้นลางาน คิดไม่ออก เคยความจำดี ก็ความจำแย่ลง คล้ายคนเป็นอัลไซเมอร์ก็ว่าได้

ถามถึงการรักษา มีกระบวนการ-วิธีการอย่างไรบ้าง?
พญ.ธกานต์อธิบายว่า มีลักษณะคล้าย อาการหมดไฟ (Burnout Syndrome) รู้สึกไม่ไหว อ่อนเพลีย ถามว่าต่างกันอย่างไร ‘สมองล้า’ เป็นภาวะกายภาพ จากการที่สมองทำงานหนักเกินไป จึงเกิดอาการตามที่กล่าวข้างต้น
ส่วน ‘เบิร์นเอาต์’ คือภาวะในจิตใจ เหนื่อยเพลีย ไม่อยากทำงาน ส่งผลต่อทางกายได้ แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว สมองล้า การทำงานสมองลดลงเป็นหลัก
“สาเหตุ คือ สมองถูกใข้งานหนักต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำงานเยอะมาก บางคนทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) ทำงานอยู่ มีแจ้งเตือนมา ต้องรีบส่งงานลูกค้าอีก ควรทำทีละอย่าง จัดตารางชีวิตให้เหมาะสม ถ้าหนักมาก สารสื่อประสาทปรับตัวไม่ทัน อาจจะรวนได้
“สมองเรา ตอนนอน คือช่วงชาร์จแบต มีการหลั่งของโกรทฮอร์โมน (Growth hormone) ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ ถ้าคุณภาพการนอนไม่ได้ ตื่นมาไม่สดชื่น สมองจะล้าได้
“อื่นๆ เช่น การมองคอมพิวเตอร์ มือถือ แท็บเล็ต สมัยนี้เชื่อว่าใช้เยอะมาก เชื่อว่าผู้สูงอายุก็ใช้เยอะ เพราะลูกหลานสอนใช้ ถ้าใช้ต่อเนื่อง อุปกรณ์เหล่านี้มีคลื่นแม่เหล็ก ทำให้สมองช้าได้เช่นกัน บางคนไม่ได้ใช้สมาร์ทโฟน ก็มีดูทีวีบ้าง ก็เกี่ยวเหมือนกัน ถ้าเราใช้สายตาเยอะ สายตาล้า ก็มีผลกับสมองเหมือนกัน“ พญ.ธกานต์กล่าว
เมื่อถามต่อว่าอาการสมองล้าพบในวัยทำงานมากกว่าสูงอายุหรือไม่?
พญ.ธกานต์ชี้ว่า วัยทำงานจะเยอะกว่า เด็กวัยรุ่นก็เริ่มเจอมาบ้างจากการเรียนออนไลน์ แล้วเล่นเกมด้วย บางคนนอนดึก ตื่นสาย หรือนอนเช้าเลยก็มี อื่นๆ คือภาวะเครียด วิตก ซึมเศร้า เหมือนเหนื่อยใจ เหนื่อยกาย เพราะ ‘ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว’
เมื่อถามว่าด้วยสภาวะการใช้ชีวิตในปัจจุบัน จะเลี่ยงความเครียดได้จริงหรือ?
พญ.ธกานต์กล่าวว่า มีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้สมองล้าได้อีก เช่น ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ ขาดสารอาหาร กลุ่มเอ ซี ดี บี เป็นต้น ถ้ารับไม่เพียงพออาจสมองล้า แต่ถ้าทานครบ 5 หมู่ จะไม่ค่อยมีปัญหา
อื่นๆ คือโรคเรื้อรัง อย่าง ปวดไมเกรน และ ออฟฟิศซินโดรม ไมเกรนมักเกิดในผู้หญิงมากกว่า 1 ใน 5 คนจะเป็นไมเกรน ถ้าปวดมาก จนรบกวนชีวิตประจำวัน สมองจะล้ามาก คิดอะไรไม่ออก ต้องลางานก็มี
ส่วนออฟฟิศซินโดรม จะปวดเกร็ง กล้ามเนื้อ คอบ่า ไหล่ จากการทำงานนานๆ ไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เลือกลมไหลเวียนไม่ได้ดี ทำให้สมองตื้อได้เช่นกัน ถามว่าต้องวัยออฟฟิศอย่างเดียวหรือไม่ ‘ไม่’ สูงอายุก็มี จากการทำงานบ้าน ท่านั่ง ต้องออกกำลังกาย ต้องยืดเหยียดกล้ามเนื้อเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีโรคเรื่องรังอื่นๆ ที่กระตุ้น เช่น การติดโควิด-19 มีผลต่อใจ และทำให้สมองล้า ตื้อ เพลีย เหนื่อยได้ รวมถึงการขาดฮอร์โมน ต่อมหมวกไตล้า โรคซีด โลหิดจาง มะเร็ง สารพิษในชีวิตประจำวัน มีหลายสาเหตุมาก โดยหากเกิดนาน 2-3 สัปดาห์ไม่ดีขึ้น มีโอกาสอยู่ในภาวะสมองล้า

ถามว่าเกิดในใครได้บาง?
พญ.ธกานต์กล่าวว่า เกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย ไม่จำเป็นต้องสูงวัย การรักษา ต้องไปรักษาที่สาเหตุ
“ถ้าทำงานเยอะเกิน ต้องจัดตารางชีวิต ทำงานตามเวลามาขึ้น อย่าทำอะไรหลายอย่างพร้อมๆ กัน เพราะสมองปรับตัวไม่ทัน ทำให้สมองล้าได้ ปรับท่านั่ง คนที่นั่งท่านานๆ เลือดไม่ไหลเวียน ก็ขยับให้เลือดได้สูบฉีด ออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์ หรือวันละ 30 นาที
“หากิจกรรมผ่อนคลายบ้าง อาจจะตั้งเวลาว่าวันนี้จะเล่นมือถือกี่ชั่วโมง แล้วพักบ้าง กลับสู่ธรรมชาติให้สมองได้ผ่อนคลายบ้าง มีสักวัน ใน 1 เดือน ไม่เล่นมือถือได้เลยหรือไม่ หรืองดเล่น 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน พักผ่อนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน คนที่ทำงานใช้อุปกรณ์เยอะ อาจจะเพิ่มกว่าคนปกติ 1 ชั่วโมง
“การเสพข่าวอาชญากรรม ดราม่า วงการบันเทิง เสพเยอะไปจนติด ไม่ได้หลับไม่ได้นอน กลายเป็นสมองเราล้าไม่รู้ตัว เครียดมาก แล้วต้องโฟกัสงานด้วย ถ้าจะเสพโซเชียล เสพแบบสร้างสรรค์ดีกว่า ซีรีส์ดูได้ แต่มากไปไม่ดี นอนไม่พอ ก็ปวดตาได้
“ฝึกคิดบวก ค่อยๆ ปรับทัศนคติ ทานอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มวิตามิน B C ทานน้ำอย่างน้อย 1-2 ลิตร เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะมีผลต่อฟังก์ชั่นการทำงานในสมอง รวมถึงเลี่ยงยานอนหลับ ที่จะกดประสาทด้วย” พญ.ธกานต์กล่าว
ก่อนฝากให้ร่วมติดตาม ติ๊กต๊อก ‘หมอด้าย’ เพื่อรับความรู้เพิ่มเติม
“ถ้ารักษา สมองเรากลับมาสู่ภาวะปกติได้ แต่ถ้ามีปัจจัยกระตุ้น ก็กลับมาเป็นใหม่ได้เช่นกัน” พญ.ธกานต์กล่าวทิ้งท้าย
ร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยให้แข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกัน ใน “Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย” โดยเครือมติชน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.30-20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์


