คนญี่ปุ่นยัน ‘พาร์กินสัน’ แก้ได้ ชี้สัญญาณ สอนท่ากายภาพ เดินให้ถูกต้อง ใช้ท้อง-หลัง-สะโพก แทนขา
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือ เครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตลอดจนภาคเอกชน จัดมหกรรมสุขภาพเฮลท์ แคร์ 2022 ภายใต้ธีม “Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย” ตอกย้ำความแกร่งผู้นำงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 14.20 น. มีการบรรยายในหัวข้อ “อย่าให้ชีวิตสั่น เพราะพาร์กินสัน กับแนวทางการฟื้นฟูและดูแลรักษาแบบญี่ปุ่น” โดย คุณยูกิ ฟุรุยะ ผู้อำนวยการศูนย์ฟื้นฟู PNKG Recovery Center, นพ.สุรชา ลีลายุทธการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ และ Co-ordinator ศูนย์ฟื้นฟู PNKG Recovery Center (แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน)
นพ.สุรชา ผู้ช่วย ผอ.รพ.พริ้นซ์ ปากน้ำโพ กล่าวถึงการป้องกันโรคพาร์กินสัน ความว่า เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนใน ตรงกลาง เป็นโรคเกี่ยวกับความเสื่อมชรา เมื่อไหร่ที่เรามีอายุ 60 ปีขึ้นไป สมองตรงกลางจะผลิตสารโดพามีนน้อยลง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เรามีความสุขและเคลื่อนไหวได้แบบละเอียด เช่น เอามือจับปากกาเขียนหนังสือได้ ถ้าแค่ยกมือ คือเคลื่อนไหวแบบหยาบ
ผู้ป่วยพาร์กินสันมีอาการ ดังนี้
- สั่นแบบไม่ตั้งใจ นั่งอยู่เฉยๆ ก็เริ่มสั่น
- การเดินสั่น เดินแบบไขลาน เพราะร่างกายแข็ง ทำให้เซล้ม
- จะเกิด 1 ข้างก่อน
- หน้าตาย คนไข้จะไม่ยิ้ม หน้านิ่ง ดีใจแต่ไม่ยิ้ม
นพ.สุรชาระบุว่า พาร์กินสันมีแท้กับเทียม แท้ คือสมองเสื่อม เทียม คือเป็นผลจากยา คนไข้บางกลุ่มเป็นไบโพลาร์ มีอาการแปรปรวน ต้องกินยาบางชนิด เช่น ลิเทียม ให้อารมณ์ดี หรือกินยาจิตเภท ทำให้เป็นพาร์กินสันเทียมได้ ซึ่งอาการเหมือนกัน แต่สาเหตุมาจากยา พอหยุดยา อาหารกาย และแยกได้ คือพาร์กินสันเทียม เกิดในคนอายุน้อย พาร์กินสันแท้ จะอายุ 60 ขึ้นไปจึงเริ่มเป็น

เมื่อถามว่าสมองเสื่อมเป็นอย่างไร?
นพ.สุรชาอธิบายว่า สมองมีหลายส่วน พาร์กินสันคือสมองส่วนกลางเสื่อม (Mid-brain) เหมือนแกนกลางแอปเปิล เป็นสมองที่มีส่วนสีดำ สร้างสารสื่อประสาท โดพามีน เมื่อสารโดพามีนลดลง จะเริ่มจากสั่น 1 ข้าง แล้วขยับไปเป็น 2 ข้าง ซึ่งป้องกันไม่ให้เป็นได้ ป้องกันไม่ให้ลุกลามได้ กายภาพช่วยอย่างไร ตนอยากให้ทราบ
“สรุปคือ พาร์กินสันคือโรคที่สมองแกนกลางเสื่อม สมองช้า เหมือนเครื่องยนต์สตาร์ต แต่ขี่ไม่ออก หยิบของได้ช้าลง ถ้าพ่อแม่เริ่มมีอาการสั่น ทำอะไรช้า เกร็ง เดินเริ่มเซ ให้รีบไปตรวจกับแพทย์ คนสูงอายุในงานนี้มีความเสี่ยงเป็นพาร์กินสันทั้งสิ้น เป็นโรคของความชราภาพ มันคือความเสื่อมของสมอง แต่ทำอย่างไรให้เกิดช้า” นพ.สุรชากล่าว และว่า การออกกำลังกาย ทำงานบ้าน เข้าสวน ช่วยทำให้สมองเราไม่เสื่อมลง
“ยกตัวอย่าง เรากินข้าว 3 มื้อ ถ้าถนัดขวา ช้อนอยู่มือขวา ส้อมอยู่มือซ้าย ลองสลับ เป็นหนึ่งในวิธีบริหารสมอง หรือเอา 100 ลบ 7 ไปเรื่อยๆ เดินออกกำลังกาย เพื่อช่วยชะลอความเสื่อม และการออกกำลังกาย ป้องกันพาร์กินสันได้อย่างหนักแน่น
“เราต้องตัดต้นตอ ด้วยการกายภาพ ที่ต้องตรงจุด ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ” นพ.สุรชากล่าว
นพ.สุรชากล่าวต่อว่า การรักษาเบื้องต้น มี 2 วิธีคือ ใช้ยา กับ ไม่ใช้ยา
การรักษาหลักๆ เมื่อเป็นแล้ว 1.ต้องกินยา 2.ต้องทำควบคู่คือ ไม่ใช้ยา ด้วยการกายภาพ (rehabilitation) เพื่อป้องกันการทรงตัวไม่ให้ล้ม และสมองหลั่งโดพามีนเพิ่มขึ้น
“เหมือนเอารถไปถ่ายน้ำมันเครื่อง ชุบชีวิตอีกครั้ง ต้องทำทั้งคู่ คำถามสำคัญที่คนไข้ชอบถาม ไม่กินยาได้ไหม บอกได้เลยว่า ‘ได้’ แต่ผลลัพธ์ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์” นพ.สุรชากล่าว
ขณะที่ นายยูกิ ผอ.ศูนย์ฟื้นฟู PNKG Recovery Center ในฐานะผู้บริหารจากญี่ปุ่น นำองค์ความรู้ที่โดดเด่นของคนญี่ปุ่นเรื่องการทำกายภาพมาถ่ายทอด พร้อมแนะนำการฟื้นฟู

ถามว่าจะรักษาผู้ป่วนพาร์กินสันอย่างไร?
นายยูกิกล่าวว่า คนที่เป็นพาร์กินสันเดินได้ไม่สะดวก เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าการเดินโฟกัสที่เท้า แต่นั่นเป็นเรื่องเข้าใจผิด ทั้งสะโพก และท้อง เป็นส่วนที่สำคัญมากในการเดิน
“ทางการแพทย์ เวลาคนเราจะเดินได้ ใช้กล้ามเนื้อหลัง หรือท้อง จึงจะต้องฝึกท้อง หลัง สะโพกก่อน ไม่ใช่การฝึกขา ในทางญี่ปุ่นไม่ถูกต้อง ต้องเริ่มที่ท้องก่อน
“ความจริงแล้ว การดูแล ฟื้นฟูศักยภาพผู้ป่วย เซ็ตอัพพื้นที่ที่บ้านง่ายๆ สิ่งสำคัญ เช่น เพิ่มสิ่งที่จะเข้าไปในหัวผู้ป่วย ใช้ Metronome ส่งจังหวะให้คนเดินตามจังหวะเสียง
“หรือพื้นที่มีเส้น ทำให้เห็นเป้าหมายว่าต้องเดินระยะเท่าไหร่ สรุปแล้ว ภาพกับเสียง ต้องมาพร้อมกัน เช่น นักกายภาพ ช่วยปรบมือเป็นจังหวะ ทำให้สมองจดจำว่าควรต้องเดินอย่างไร จัดพื้นที่อย่าให้มีสิ่งกีดขวาง เพราะจะทำให้ไม่มั่นใจในการเดิน เมื่อไม่มั่นใจก็ไม่เดิน จะยิ่งไปกันใหญ่” นายยูกิกล่าว
ด้าน “บี” นักกายภาพประจำศูนย์ PNKG ที่ถูกเทรนด้วยคนญี่ปุ่น ขึ้นเวทีร่วมสาธิตวิธีการทำกายภาพ โดยเริ่มจากสอน 2 ท่าหลัก นั่งและนอนในการบริหารร่างกาย

“คนไข้พาร์กินสันส่วนใหญ่มีลำตัวแข็งเกร็ง ท่านี้จะยืดกล้ามเนื้อลำตัว บิดหมุนลำตัว ไปทางซ้าย แล้วค้าง 1-15 วินาที” บีกล่าว และว่า อีกท่า นั่งหลังตรง ครึ่งเก้าอี้ แล้วเอนไปด้านหลัง ถ้าทำถูกจะรู้สึกตึง
ท่าหันหน้าเข้าหากำแพง เท้าห่างกำแหงเล็กน้อย ยืดแขนให้สุด โน้มลำตัวไปหากำแพง แต่ระวังล้ม
ส่วนท่านอน ทำคล้ายกัน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและสะโพก โดยนอนชันเข่าขึ้นมา ถ้าทำถูกจะรู้สึกเกร็งหน้าท้อง ทำเป็นเซ็ตละ 15 ครั้ง 3 เซ็ต อาจะทำเป็นช่วง เช้า กลางวัน เย็น เวลาละ 15 ครั้ง
ท่านอนอีกท่า คือนอนหงาย ชันเข่า ยกลำตัวขึ้น
“บี” กล่าวถึงการเดินว่า เวลาจะเดินไม่ได้ใช้ความแข็งแรงที่กล้ามเนื้อสะโพก ลำตัวก็สำคัญ อาการติดแข็งของผู้ป่วยพาร์กินสัน คือลำตัวโน้มไปข้างหน้า และทำให้ก้าวได้สั้น เพราะลำตัวโค้งงอไปข้างหน้า เราจึงมีท่าให้ยืดไปข้างหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเสวนา มีผู้สูงวัยยกมือถามว่า บางท่าทำไม่ได้ เช่น เอาเข่าไปยัน เพราะปวดเข่า โดยแพทย์แนะนำให้ทำเท่าเฉพาะที่ทำได้ เลือกท่าที่เหมาะสมกับตนเอง
ร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยให้แข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกัน ใน ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ โดยเครือมติชน ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน-3 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.30-20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์


