เรื่องไตง่ายๆ ใกล้ตัว แพทย์แนะสังเกตอาการ “ฉี่มีฟอง-ตัวบวม” เตือน ส.ว. อย่าซื้อยาล้างไตมากิน

3.07.22 | 15:01 น.

เรื่องไตง่ายๆ ใกล้ตัว แพทย์แนะสังเกตอาการ “ฉี่มีฟอง-ตัวบวม” เตือน ส.ว. อย่าซื้อยาล้างไตมากิน ชี้ไม่มีหลักฐานการแพทย์ว่ารักษาได้ด้วยยากิน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือเครือมติชน ผนึกกำลังพันธมิตรชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน จำนวน 14 แห่ง หน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตลอดจนภาคเอกชน จัดมหกรรมสุขภาพเฮลท์ แคร์ 2022 ภายใต้ธีม ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ ตอกย้ำความแกร่งผู้นำงานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน- 3 กรกฎาคมนี้

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์ ธีรพรเลิศรัฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมโรคไตและประธานฝ่ายการแพทย์และวิชาการ โรงพยาบาล (รพ.) สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ กล่าวในเวทีทอล์กหัวข้อ “รอบรู้เรื่องไต กับ รพ.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์” ว่า สถิติของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย พบว่าคนไทยเป็นโรคไตค่อนข้างเยอะ ซึ่งโรคไตเป็นโรคที่รักษาได้แต่ไม่หายขาด ผู้ป่วยต้องทำการล้างไตสม่ำเสมอ จึงเป็นปัญหาอย่างมาก โดยสถิติของผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต ตั้งแต่ปี ค.ศ.2016-2022 โดยเพิ่มขึ้นจาก 72,622 เป็น 129,724 รายต่อปี ทำให้ปัจจุบันค่าความชุกของโรคไตต่อประชากรไทยอยู่ที่ 2,580 รายต่อล้านประชากร นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่าการคัดกรองโรคไตและควบคุมเรื่องไตในประเทศไทยยังไม่เข้มข้นพอ ทั้งนี้ ผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไตก็จะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนอื่น จึงจำเป็นต้องตรวจหาค่าไตสม่ำเสมอ

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าวว่า ก่อนจะรู้จักโรคไตต้องรู้จัก “อวัยวะไต” ก่อน โดยไตมีลักษณะคล้ายถั่วอยู่บริเวณข้างเอว มี 2 ข้างต่อกับกระดูกซี่โครงและข้างกระดูกสันหลัง มีสีแดงเหมือนไตหมู ขนาดความยาวเส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวยาวได้ 11-12 เซนติเมตร หนักข้างละ 150 กรัม ในไตจะมีหน่วยไตเล็กๆ ที่ทำงานอยู่ข้างละ 1 ล้านหน่วย ทำหน้าที่กรองเลือด กรองของเสีย กลายมาเป็นน้ำปัสสาวะที่เราขับถ่ายมาทุกวัน ทั้งนี้ หากเรามีไตปกติเพียงข้างเดียวก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติ ฉะนั้นเราสามารถบริจาคไตให้กับญาติได้ 1 ข้าง

Advertisement

หน้าที่สำคัญของไตคือ 1.ปรับสมดุลน้ำในร่างกาย ถ้าดื่มน้ำมากก็ปัสสาวะมาก 2.ปรับสมดุลเกลือแร่และกรดด่าง หากเราทานเค็มมากก็จะต้องขับออกมาเป็นปัสสาวะเช่นกัน และ 3.สร้างฮอร์โมนหลายชนิด โดยสำคัญที่สุดคือฮอร์โมนที่ทำให้คนเราไม่ซีด ฉะนั้นจะสังเกตว่าคนที่เป็นโรคไตจะมีภาวะซีด แพทย์จึงต้องให้ฮอร์โมนกระตุ้นเม็ดเลือดแดง ทั้งนี้ คนไหนไตดี คนนั้นจะดื่มน้ำได้ ไม่บวม ทานเค็มได้ตามปกติ เพราะว่าสิ่งที่เกินมาในร่างกายก็จะขับออกมาทางปัสสาวะ

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าวต่อว่า โรคไตที่พบได้บ่อยในประเทศไทย เช่น 1.โรคไตจากเบาหวาน พบได้บ่อยมากที่สุด และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคไต ดังนั้น ทุกคนจำเป็นจะต้องตรวจค่าไตอย่างสม่ำเสมอ 2.โรคไตจากความดันโลหิตสูง 3.โรคไตจากหลอดเลือดฝอยไตอักเสบ 4.โรคถุงน้ำในไตแต่กำเนิด ซึ่งจะมีอาการชัดเจนมาก เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ไตจะเริ่มโตขึ้นและมีภาวะบวมท้องใหญ่ขึ้น และอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของโรคไต คือ การกินยาแก้ปวดชนิดรุนแรง หรือเอ็นเสด (NSAIDs) โดยเฉพาะคนที่ไปซื้อยาแก้ปวดข้อตามร้านขายยา แล้วไม่รู้วิธีการใช้อย่างถูกต้อง หรือใช้เป็นประจำโดยไม่หยุดยา ก็มีโอกาสทำให้เป็นพิษต่อไต

“ที่สำคัญสุด ผู้สูงอายุหลายคนดูอินเตอร์เน็ตเห็นมีโฆษณาขายยาล้างไต ต้องบอกว่ายาล้างไตไม่มีในโลกการแพทย์ อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา เพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่ามีการล้างไตโดยการใช้ยารับประทาน” ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าว

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าวว่า อาการเตือนของคนเป็นโรคไต คือ 1.ปัสสาวะบ่อยและมากในตอนกลางคืน 2.น้ำปัสสาวะเป็นเลือด สีขุ่น 3.ปวดหลังปวดเอว 4.อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย 5.มีปัสสาวะเป็นฟอง เนื่องจากอาการไตอักเสบ และมีการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะออกมา ทำให้เกิดฟอง เมื่อพบอาการเช่นนี้ จะต้องรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจไตทันที

ปัจจุบันมีวิธีการตรวจหาค่าไต หลายวิธี เช่น ตรวจเลือดดูค่าครีเอตินีน หรือค่าของเสียในเลือด 2.ตรวจปัสสาวะ เพื่อประเมินปริมาณโปรตีนไข่ขาวในปัสสาวะหรือเซลล์อื่นๆ ที่ผิดปกติ ถ้ามีไข่ขาวหรือเม็ดเลือดแดงรั่วออกมาก็อาจจะมีโรคไตซ่อนเร้นอยู่ และ 3.อัลตราซาวด์ช่องท้อง อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีของเสียคั่งในไตมาก จะมีอาการออกมาทางร่างกายที่สังเกตได้ คือ 1.บวม บางคนหน้าบวมชัดเจน เคยมีตาสองชั้นก็เหลือชั้นเดียว บางคนบวมที่ขาโดยเฉพาะหน้าแข้ง และเท้าบวมจะเห็นได้ชัดจากการเดิน 2.หอบเหนื่อย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน 3.คันตามตัว 4.ซีดและเลือดออกง่าย 5.ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก 6.เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ 7.ซึม ชัก หมดสติ และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ก็จะเสียชีวิตได้

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าวว่า ผู้ป่วยที่ควรคัดกรองว่าตัวเองเป็นโรคไตหรือไม่ คือ 1.ผู้ป่วยโรคเบาหวาน 2.ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง 3.โรคภูมิแพ้ตัวเอง 4.ตรวจพบนิ่วในไต 5.โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ 6.อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป 7.โรคติดเชื้อในกระแสเลือดที่อาจก่อให้เกิดโรคไต 8.โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซ้ำหลายๆ ครั้ง 8.มีประวัติโรคไตเรื้อรังในครอบครัว 9.ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสดเป็นประจำ และ 10.โรคเกาต์

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าวว่า การรักษาโรคไต แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.รักษาแบบประคับประคองเพื่อชะลอการเสื่อมของไต หรืออยู่ในระยะเริ่มต้นสามารถใช้ยารักษาได้ 2.รักษาด้วยการบำบัดทดแทนไต หรือเป็นไตระยะสุดท้ายจะต้องมีการล้างไตหรือฟอกเลือดเพื่อทำไตเทียม ซึ่งมี 3 วิธีคือ 1.การฟอกเลือดทำไตเทียม เป็นวิธีที่ยุ่งยาก เพราะต้องเดินทางไปล้างไตที่สถานพยาบาล ทำบ่อยมาก อาจจะทำวันเว้นวัน หรือทุกวัน และมีค่าใช้จ่ายสูง 2.ล้างไตทางช่องท้อง ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทำได้ง่ายที่บ้าน แต่ก็จะมีส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่นกัน และ 3.ปลูกถ่ายไตหรือเปลี่ยนไต ซึ่งมีข้อจำกัดในผู้สูงอายุเพราะว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

ศ.เกียรติคุณ พญ.ธัญญารัตน์กล่าวว่า วิธีป้องกันไม่ให้เป็นโรคไต 1.รักษาโรคประจำตัวให้ดี ควบคุมให้ได้ เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันโลหิตสูง โรคเกาต์ 2.ควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอครั้งละ 30 นาที อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ 3.ควบคุมอาหาร ลดอาหารหวานมันเค็ม 4.ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว 5.งดสูบบุหรี่ 6.งดกินยาแก้ปวดอย่างรุนแรง และ 7.พบแพทย์ตามนัด ทั้งนี้ การรับประทานอาหารมีความสำคัญมาก เช่น การทานน้ำตาล ที่ห้ามเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม แต่ปัจจุบันนี้คนไทยกินน้ำตาลกันเยอะ เพราะเป็นน้ำตาลแฝงอยู่ในอาหาร เช่น น้ำอัดลม 1 กระป๋อง มีน้ำตาล 8.7 ช้อนชา โซเดียมกับความเค็ม ที่กำหนดว่าควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ฉะนั้นเราจะต้องสังเกตเครื่องปรุงต่างๆ ว่าเราจะต้องกินมากน้อยอย่างไร เช่น น้ำปลา 1 ช้อนชา มีโซเดียมถึง 400 มิลลิกรัม ผงชูรส 1 ช้อนชา มี 600 มิลลิกรัม เป็นต้น

โดยในระหว่างที่มีการพูดคุยกับผู้บรรยายบนเวที ก็มีผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย ขออนุญาตร่วมพูดคุยว่า “อย่าไปเชื่อว่า คน ส.ว.(สูงวัย) ต้องมีค่าไตสูงทุกคน เพราะหากเรามีวินัยในการควบคุมอาหาร การฟื้นฟูไตก็จะทำได้ดี รวมถึงการตรวจสุขภาพ อย่างที่เห็นว่า โควิด-19 มีมานานกว่า 2 ปี เราป้องกันกันมายาวนานเรายังรอดได้ ดังนั้น เรื่องไตเราก็ป้องกันได้ สุขภาพดีเราต้องลงมือ และขอขอบคุณผู้จัดงานเฮลท์แคร์ในครั้งนี้ ที่เปิดเวทีให้ผู้สูงอายุได้เข้ามาดูแลสุขภาพ”

นอกจากนี้ สำนักพิมพ์มติชน ได้ตั้งบูธ Healthy Book Fair บริเวณโถงเข้าสามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ จำหน่ายหนังสือในเครือมติชน และเพื่อนสำนักพิมพ์ ในราคาพิเศษ โดยหนังสือขายดีและหนังสือหมวดสุขภาพ ลดถึง 20 เปอร์เซ็นต์ และลดทั้งบูธสูงสุด 25 เปอร์เซ็นต์สำหรับหนังสือชุดสุดคุ้ม พร้อมทั้งยังมอบส่วนลดพิเศษ สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกหนังสือพิมพ์มติชน, ประชาชาติธุรกิจ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม มติชนสุดสัปดาห์ โดยตั้งแต่เช้ามีผู้แวะเวียนมาเลือกอ่าน เลือกซื้ออย่างต่อเนื่อง

การเดินทางมายังสามย่านมิตรทาวน์ ประชาชนสามารถเดินทางได้โดยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2 เข้าอุโมงค์ทางเชื่อมเข้าสู่สามย่านมิตรทาวน์ ชั้น 5 ซึ่งจะมีป้ายประชาสัมพันธ์ติดอยู่รอบๆ ห้าง เข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนยังคงสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคโควิด-19

ร่วมสร้างสังคมผู้สูงวัยให้แข็งแรงและมีความสุขไปด้วยกัน ใน ‘Healthcare 2022 จักรวาลผู้สูงวัย’ โดยเครือมติชน สามารถเดินมางมาร่วมงานวันสุดท้ายได้จนถึงเวลา 20.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เดินทางสะดวก ด้วยรถไฟฟ้า MRT ลงสถานีสามย่าน