อว.นับหนึ่ง U2T for BCG
ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตำบลละ 2 ชิ้นงาน
โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล U2T for BCG เป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอย หลังจากโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา วันที่ 1 กรกฎาคม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้ฤกษ์เปิดตัวโครงการนี้ผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานพร้อมกับ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และผู้บริหารของ อว. อธิการบดี รวมทั้งผู้เข้าร่วมโครงการ U2T for BCG จำนวน 68,350 คน

มีทั้งบัณฑิตจบใหม่และประชาชนที่จะลงไปทำงานกับชุมชนเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากเป็นรายตำบลใน 7,435 ตำบล ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วม
ศ.(พิเศษ) ดร.เอนกกล่าวว่า โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล U2T for BCG ต้องขอขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ที่ผลักดันงบกลางมาให้ อว.ได้ดำเนินโครงการนี้ในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ กรกฎาคม-กันยายน 2565 โดย U2T for BCG เป็นการสานต่อโครงการ U2T แต่จะแตกต่างตรงที่โฟกัส

โดยจะชูในเรื่องของ BCG เป็นหลัก ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ของไทยที่สามารถนำไปยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการด้าน BCG ในพื้นที่ได้ และยังเป็นวาระสำคัญของประเทศไทยที่จะเชื่อมโยงไปถึงการประชุมเอเปคที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนนี้

“หมู่บ้านไหนตำบลใดมีอะไรที่น่าสนใจ อว.ก็จะเสนอรัฐบาลให้พาแขกต่างประเทศมาเยี่ยมชม ที่สำคัญ U2T for BCG จะทำให้ตลอด 3 เดือนของโครงการ เป็นช่วงเวลาที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนเป็นคนที่นอกจากจะเก่งและดีแล้ว ยังเป็นคนที่สามารถหลุดจากการเป็นแค่นักศึกษาให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมทั้งการศึกษา สติปัญญา ประสบการณ์ เป็นคนโชคดีที่ได้มีโอกาสเรียนรู้กับประชาชน” รมว.อว.กล่าว
และว่า การออกไปสู่ชนบทการไปทำงานจริงๆ การไปทำ U2T for BCG ส่วนหนึ่งคือฝึกเด็กหรือบัณฑิตจบใหม่ให้มีความสามารถ ถ้าคุณเก่งของคุณคนเดียว คุณไม่สามารถทำอะไรได้หรอก ถ้าในโลกนี้ที่ทำอะไรได้ดีคนเดียวมันมีไม่กี่เรื่อง นี่เป็นหลักคิดที่ว่าเด็กสมัยนี้ต้องไม่เป็นเพียงแค่เด็กที่มีความรู้ ต้องเป็นเด็กที่มีทักษะผู้ประกอบการด้วย ทำให้เขามีความสมดุลว่าชีวิตคนไม่ได้มีแต่หาเงินอย่างเดียว มันจะต้องมีอย่างอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องทำประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนรวมด้วย

ขณะที่ ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจแบบ BCG จะเป็นฐานที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัวขึ้นจากโควิด-19 แล้วเติบโตอย่างยั่งยืน โดย U2T for BCG จะขยายครอบคลุมไปถึง 7,435 ตำบล ก็คือทุกตำบล ทุกแขวง ในทุกจังหวัดของประเทศไทย รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย โดย อว.จะมุ่งไปที่การทำให้เกิดผลงาน เกิดชิ้นงาน หรือเกิดสินค้าที่สามารถขายได้จริง มีคนอยากจะซื้อจริง และถ้าเป็นการบริการก็เป็นการบริการที่สามารถเอามาใช้งานได้จริง มีคนที่อยากจะรับบริการจริงๆ
โดยตั้งเป้าว่าแต่ละตำบลจะมีสินค้าหรือชิ้นงานอย่างน้อยตำบลละ 2 ชิ้น รวมแล้วประมาณ 15,000 ชิ้น ส่งผลให้มูลค่าต่างๆ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ที่สำคัญคนที่ร่วมโครงการ 68,350 คน จะได้ทำงานร่วมกับประชาคมของ อว. ซึ่งมีทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ตลอดจนทำงานร่วมกับทางอำเภอและจังหวัด ซึ่งรวมแล้วหลายแสนคน ทำให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั้งประเทศ

“นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะต่างๆ พัฒนาองค์ความรู้ด้านการตลาด การพัฒนาสินค้า ทักษะด้านการเงิน เป็นต้น U2T for BCG จะทำให้มหาวิทยาลัยมีความภูมิใจว่า ตนเองทำงานได้สำเร็จ ประชาชนในพื้นที่และชุมชนของตัวเองดีขึ้น แล้วในที่สุดจะทำให้เกิดความเชื่อมั่น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยและพื้นที่ยั่งยืน ถึงแม้วันข้างหน้าจะไม่มีโครงการ U2T ก็จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้เห็นชัดเจนว่า ต่อไปมหาวิทยาลัย นิสิตนักศึกษา บัณฑิต และประชาชนในพื้นท่างๆ ทั่วประเทศเป็นเนื้อเดียวกัน” ปลัด อว.กล่าว
และว่า โครงการ U2T for BCG เป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกครั้งของ อว. ในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทักษะให้กับประชาชน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของประเทศหลังสถานการณ์โควิด ขณะที่ อว.ยังได้ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมแบบบูรณาการ โดยการพัฒนาและแก้ไขปัญหาตามบริบทและความต้องการของชุมชน โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ในการขับเคลื่อน ควบคู่ไปกับการจัดทำ Thailand Community Data (TCD) หรือข้อมูลชุมชนขนาดใหญ่ ครบที่มีความสมบูรณ์ครบถ้วนในทุกพื้นที่อีกด้วย

