โฆษก กทม.แถลงยิบ ผลงาน ‘1 เดือน ชัชชาติ’ แก้โปร่งใส-ประสานเกือบ 100 หน่วยงาน

7.07.22 | 15:53 น.

โฆษก กทม.แถลงยิบ ผลงาน ‘ชัชชาติครบ 1 เดือน’ แก้โปร่งใส-ประสานเกือบ 100 หน่วยงาน โละท่อระบบราชการ เดินหน้าเร่งด่วน 4 ด้าน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม ที่ชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง นายเอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะโฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวผลงาน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. หลังจากดำรงตำแหน่งมา 1 เดือน


นายเอกวรัญญูกล่าวว่า จากการทำงานกว่า 30 วัน ของนายชัชชาติ เน้นการเข้าถึงง่าย ติดดิน และเป็นตัวของตัวเอง โดยสาเหตุหนึ่งที่ต้องมีการไลฟ์ เพราะเมื่อไลฟ์แล้วพบปัญหา ปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้รับการแก้ไขโดยไม่ต้องผ่านการสั่งการจากเจ้าหน้าที่ กทม.

สำหรับ “30 วัน กทม. สร้างความร่วมมือทุกมิติ โปร่งใสสำหรับทุกคน” จะแบ่งออกเป็น 4 เรื่องหลัก ๆ ประกอบด้วย เรื่องแรก 216+ นโยบาย เรื่องที่สอง 4 นโยบายเร่งด่วน เรื่องที่สาม ความโปร่งใส และเรื่องที่สี่ การประสานงาน

Advertisement

โดยเรื่องแรก “216+ นโยบาย” ได้มีการนำนโยบายที่จำเป็นต้องใช้เงินผูกเข้ากับโครงการต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะอยู่ภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์ของ กทม. เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะหากนโยบายไม่สามารถผูกเข้ากับยุทธศาสตร์ต่างๆ ได้ ก็จะไม่สามารถผลักดันได้เพราะไม่มีงบประมาณ ปัจจุบันได้นำนโยบายผูกเข้ากับงบประมาณปี 2565 และ 2566 เพื่อจัดทำร่างงบประมาณที่ให้ประชาชนได้เห็นทางออนไลน์ โดยวันนี้เป็นวันที่ 2 ที่สภากรุงเทพมหานครกำลังพิจารณากันอยู่ ซึ่งการผลักดัน 216+ นโยบาย ให้สำเร็จเป็นรูปธรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้วในระยะเริ่มต้น

ส่วนเรื่องที่ 2 ประเด็นที่มีความสำคัญคือ “นโยบายเร่งด่วน 4 ด้าน” ประกอบด้วย 1.การแก้ปัญหาน้ำท่วม 2.ความปลอดภัยบนท้องถนนและทางม้าลาย 3.หาบเร่แผงลอย และ 4.สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว

นายเอกวรัญญูกล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วม ในเบื้องต้นได้ให้ความสำคัญเรื่องการขุดลอกท่อในพื้นที่รอบ กทม. จากความยาวรวมกัน 6,564 กิโลเมตร ในปีงบประมาณ 2565 ตั้งเป้าหมายจะขุดลอกท่อให้ได้ 3,390.43 กิโลเมตร ข้อมูลล่าสุดเมื่อ 2 กรกฎาคมพบว่า ขุดลอกท่อไปแล้ว 2,387 กิโลเมตร หรือคิดเป็น 70.4 เปอร์เซ็นต์ (ข้อมูล ณ วันที่ 2 ก.ค. 65) ฉะนั้นอีกภายใน 2 เดือนจะสำเร็จตามเป้าหมาย เพราะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมราชทัณฑ์

“โดยครั้งแรก กรมราชทัณฑ์ได้ขุดลอกท่อบริเวณห้วยขวาง และล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 65 เพิ่มมาอีก 10 จุด อาทิ ถนนพหลโยธิน ถนนศรีนครินทร์ ถนนนวมินทร์ ถนนลาดพร้าววังหิน ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ถนนอังรีดูนังต์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เป็นต้น นอกจากนี้ พนักงานรักษาความสะอาดของเขตก็เป็นอีกส่วนที่คอยดูแลตั้งแต่ต้นทาง โดยมีการเก็บขยะหน้าตระแกรง เพื่อไม่ให้ท่อระบายน้ำอุดตันด้วย” นายเอกวรัญญูชี้

นายเอกวรัญญูกล่าวต่อว่า นโยบายเร่งด่วนที่ 2 ความปลอดภัยบนท้องถนน เริ่มต้นด้วยทางม้าลาย กทม.มีทางม้าลายอยู่ 2,591 จุด สำรวจแล้วพบปัญหา 1,620 จุด ภายในเดือนกันยายนนี้ มีแผนที่จะดำเนินการติดตั้งเสาสัญญาณข้ามทางม้าลาย 80 จุด แบ่งเป็น ไฟทางข้าม 30 จุด และไฟกระพริบ 50 จุด ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 65 ส่วนเรื่องสีของทางม้าลาย ความชัดเจนต่าง ๆ สำนักการจราจรได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 743 จุด

นอกจากนี้ สำนักเทศกิจจะเร่งทำทางม้าลาย และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดตามโครงการ School care ที่เดิมมีเจ้าหน้าที่ดูแลโรงเรียนอยู่ 346 แห่ง ทั้งสังกัด กทม. 261 แห่ง และที่เหลือคือโรงเรียนสังกัด สพฐ. แต่ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ผู้ว่าฯ กทม.เตรียมออกคำสั่งให้เพิ่มเจ้าหน้าที่เทศกิจ School Care เข้าดูแลโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้งหมด 437 แห่ง ทั้งส่วนการจราจร ความสะดวก และความปลอดภัยของเด็กนักเรียน เวลาข้ามถนน

นายเอกวรัญญูกล่าวว่า ต่อมาปัญหาพื้นผิวจราจร ผู้ว่าฯ กทม. ได้มีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคืนพื้นผิวจราจร อำนวยความสะดวกให้ประชาชน และการพัฒนาทางเท้า อาทิ บริเวณถนนพระราม 3 ถนนวิทยุ ฯลฯ ได้ประสานการไฟฟ้านครหลวง เปลี่ยนแผ่นฝาบ่อพักสายไฟฟ้าใต้ดินให้ใหญ่ขึ้น เรียบขึ้น ขณะเดียวกันได้มีการเร่งรัดการก่อสร้างและคืนพื้นผิวการจราจร เช่น แยกลำสาลี ท่าพระ เป็นต้น ส่วนการพัฒนาทางเท้า ได้มีการสำรวจไว้แล้ว และยังรับปัญหาเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อเร่งแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุดและรวดเร็ว

อีกเรื่องที่สำคัญคือเรื่องการจัดการสายไฟ และสายสื่อสารที่ได้หารือกับ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) จะจัดการให้แล้วเสร็จ 800 กิโลเมตร เพื่อกำจัดสายตายหรือสายที่ไม่ได้ใช้งานออก และให้คณะผู้บริหารติดตามอย่างใกล้ชิด

ยังมีเรื่องหมวกนิรภัยสำหรับเด็ก ที่ได้รับความอนุเคราะห์ จากสมาคมประกันวินาศภัยไทย และบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด มอบหมวกนิรภัยให้เด็กนักเรียนได้ใช้ 126,117 ใบ ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบให้เด็กอยากใส่

นายเอกวรัญญูกล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่ 3 ประเด็นการแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย และ Hawker Center ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหลายมิติ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องการจัดระเบียบเมือง จากเดิมมีหาบเร่แผงลอยที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่ 55 จุด ประกาศอย่างถูกกฎหมาย บชน.จึงเห็นชอบประกาศพื้นที่เพิ่มอีก 31 จุด อยู่ระหว่างเสนอ บชน. ทบทวนให้ความเห็นชอบ 9 จุด

และ นายชัชชาติให้แต่ละเขตไปสำรวจพื้นที่สาธารณะเพิ่มเติมอีก 198 จุด เป็นพื้นเอกชน/สถานที่ราชการ/หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และพื้นที่ภาครัฐและเอกชนอีก 124 จุด เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ชาวบ้านมีพื้นที่ทำมาหากิน โดยจะจัดระเบียบให้ผู้ประกอบการมีการลงทะเบียนที่เป็นระบบ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งช่วยจัดระเบียบความเรียบร้อย และการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ กทม. จะมีมาตรการลดราคาค่าเช่าแผงค้า ของสำนักงานตลาด กทม. 50 เปอร์เซ็นต์ และลดดอกเบี้ยของสำนักงาน สถานธนานุบาลกรุงเทพมหานคร (โรงรับจำนำ กทม.) เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจด้วย โดยลดค่าเช่าแผง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ ก.ค. – ก.ย. 65 ในตลาด กทม. 12 แห่ง และลดดอกเบี้ยโรงรับจำนำ กทม. ตามราคากู้ยืม

นายเอกวรัญญูกล่าวว่า เรื่องสุดท้าย นโยบายเร่งด่วนที่ 4 คือการจัดการสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ล่าสุด จากการหารือกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เมื่อ 2 ก.ค. 65 เรื่องสัญญาจ้างเดินรถและข้อเสนอเกี่ยวกับประเด็นสัญญาสัมปทานและค่าโดยสาร ได้ข้อสรุปว่า 1.จะมีการเก็บค่าโดยสารเดินรถส่วนต่อขยายทั้ง 2 ช่วง บอร์ดมีมติให้เริ่มเก็บค่าโดยสารตั้งแต่เดือน ส.ค. 65 เพื่อนำรายได้มาจ่ายค่าดอกเบี้ยและค่าจ้างเอกชนเดินรถ 2. การเปิดเผยสัญญาสัมปทาน ผู้ว่าฯ กทม. มีความเห็นว่าประชาชนมีสิทธิ์ได้รับทราบข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของค่าใช้จ่าย เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าดอกเบี้ยและค่าเดินรถเอกชน และมีความตั้งใจที่จะเปิดเผยสัญญาให้ประชาชนได้รับทราบด้วย

นายเอกวรัญญูกล่าวต่อว่า เรื่องที่ 3 ในส่วนนโยบาย Open Bangkok ต้องการเปิดเผยความโปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้ โดยเริ่มจาการเปิดร่างงบประมาณประจำปี 2566 ให้ประชาชนได้ทราบรายละเอียดงบจำนวนกว่า 79,000 ล้านบาท

นายเอกวรัญญูกล่าวถึง “การประสานความร่วมมือ” ว่า นายชัชชาติได้เน้นย้ำให้ทุกส่วนทำงานแบบประสานงานร่วมมือกันเป็นหัวใจหลัก ซึ่งในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา กทม.ได้หารือร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล 29 หน่วย เอกชน 15 หน่วย องค์กรศึกษาและวิจัย 8 หน่วย ภาคประชาสังคม 5 หน่วย และต่างประเทศอย่างน้อย 14 ประเทศ อาทิ การร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้น เพื่อให้ทุกโครงการมีความโปร่งใส

ความสำเร็จที่เห็นจากการประสานงาน คือนโยบายต้นไม้ล้านต้นภายใน 1 เดือน มียอดปลูกแล้ว 1,300,000 ล้านต้น เป็นความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน

“ต้นไม้ล้านต้น กทม.ตั้งเป้าว่าสิ้นปีจะได้ 1 ล้านต้น ขณะนี้ผ่านไป 1 เดือน ได้ความร่วมมือ 1.3 ล้านแล้ว คือได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างล้นหลาม สำหรับผู้ว่าฯ สัญจรก็เช่นเดียวกัน การที่ผู้ว่าฯ สัญจรอยู่ในการประสานงาน เพราะเวลาลงพื้นที่ต่างๆ ผู้ว่าฯ จะไปติดตามงาน ไปประสาน มีปัญหาอะไรก็ขอความช่วยเหลือ แล้วก็ไปลงชุมชนต่อ โดยลงไปแล้ว 3 เขต และตั้งเป้าว่าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ต้องลง 1 เขต เพราะฉะนั้นคิดว่าจะครบ 50 เขต ในเร็วๆ นี้” นายเอกวรัญญูชี้

ก่อนยกอีกตัวอย่างคือ “ทราฟฟี่ ฟองดูว์” ว่า ประชาชนยังสามารถแจ้งปัญหาผ่าน แอปพลิเคชั่น Traffy Fondue ได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนแล้ว 60,750 เรื่อง เฉลี่ยใน 1 วันมี 2,025 เรื่อง ปัญหาร้องเรียนมากสุดคือเรื่องถนน หน่วยงานที่รับเรื่องแก้ไขแล้วมากที่สุดคือสำนักการโยธา ได้แก้ไขปัญหาไปแล้ว 27,937 เรื่อง

“ข้อมูลประจำเดือนมิถุนายน (1-30 มิ.ย. 65) เฉลี่ย 1 วันมีคนกรุงเทพฯ รายงานปัญหา 2,025 เรื่อง แต่ข้อมูลก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 65 นั้น มีการรายงานเล็กน้อยเท่านั้น ประมาณหลักพัน ซึ่ง กทม.ได้รับรายงานปัญหาเพิ่มสูงขึ้นกว่า 54.5 เท่า แต่การรายงานปัญหาเยอะไม่ใช่เรื่องไม่ดี นี่คือเรื่องดีที่กำลังแสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังให้ความสนใจกับเมือง ประชาชนกำลังเชื่อมั่นว่ารายงานปัญหาไปแล้วจะได้รับการแก้ไข สำหรับข้อมูลตั้งแต่เริ่มใช้จนถึงปัจจุบัน 5 ปัญหาที่คนกรุงเทพฯ ร้องเรียนมากที่สุด คือ อันดับที่ 1 เรื่องถนน 12,264 เรื่อง อาทิ ถนนไม่เรียบ ถนนพัง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ อันดับที่ 2 เรื่องทางเท้า 4,061 เรื่อง ฟุตบาทชำรุด ฟุตบาทพัง ฟุตบาทไม่เรียบ อันดับที่ 3-5 คือเรื่องแสงสว่าง 3,231 เรื่อง ขยะ 2,559 เรื่อง และน้ำท่วม 2,389 เรื่อง ตามลำดับ

ในส่วนของ 5 หน่วยงานที่รับเรื่องสูงสุด จากข้อมูลเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 65 ได้แก่ สำนักการโยธา กทม. ได้รับเรื่องร้องเรียนมากที่สุด 8,023 เรื่อง ดำเนินการแก้ไขแล้ว 1,212 เรื่อง อันดับ 2 คือ เขตจตุจักร 4,766 เรื่อง ดำเนินการแก้ไขแล้ว 1,957 เรื่อง หรือประมาณ 41 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 3 สำนักการจราจรและขนส่ง กทม. 3,858 เรื่อง อันดับ 4 เขตประเวศ 2,100 เรื่อง และอันดับ 5 เขตคลองเตย 1,995 เรื่อง ซึ่งเขตประเวศและเขตคลองเตยได้แก้ไขไปแล้วสูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาภาพรวม ณ วันที่ 4 ก.ค. 65 แก้ไขเสร็จแล้ว 39 เปอร์เซ็นต์ กำลังแก้ไข 34เปอร์เซ็นต์ ส่งต่อให้หน่วยงานอื่น 23 เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายรอเจ้าหน้าที่รับเรื่องอีก 4 เปอร์เซ็นต์” นายเอกวรัญญูระบุ

“สรุปภาพรวม 30 วัน ของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. มีดังนี้ 1. เรื่องความโปร่งใส แก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน 2. การประสานงานเกือบ 100 หน่วยงาน เพื่ออนาคตของเมือง และ 3. การสื่อสารภายในองค์กร เพื่อลดปัญหาระบบท่อ (Pipe Line) เหมือนการทำงานของระบบ Traffy Fondue ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้า กทม.ไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ปัญหาจะถูกแก้ได้ถ้าทุกคนให้ความร่วมมือกัน เพื่อสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนต่อไป” นายเอกวรัญญูกล่าว

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถส่งปัญหาผ่านระบบ Traffy Fondue ได้ โดยมีขั้นตอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. สแกน QR Code หรือค้นหาเพื่อนในไลน์ @traffyfondue (TraffyFondue ฟองดูว์) หรือคลิก https://landing.traffy.in.th?key=teamchadchart 2. เพิ่มเพื่อนกับ Traffy Fondue 3. กดปุ่มส่งข้อความ 4.พิมพ์รายละเอียด กดถ่ายรูป และแชร์โลเคชัน 5. เมื่อแจ้งปัญหาแล้ว ระบบจะขึ้นสถานะ “รอรับเรื่อง” และสามารถติดตามผลหรือแจ้งเรื่องอื่นๆ ต่อไป