1 เดือน ปลดล็อก ‘กัญชา’ เสรีทางการแพทย์แบบไทยๆ

9.07.22 | 09:28 น.
1เดือน ปลดล็อก‘กัญชา’เสรีทางการแพทย์แบบไทยๆครบรอบ 1 เดือน

1เดือน ปลดล็อก‘กัญชา’เสรีทางการแพทย์แบบไทยๆ

ครบรอบ 1 เดือนที่ “กัญชาและกัญชง” ถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด ประเภท 5 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษ ประเภท 5 พ.ศ.2563 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา สิ่งที่ยังถูกล็อกให้เป็นยาเสพติดอยู่จะเหลือเฉพาะ “สารสกัดจากกัญชาและกัญชง หรือพืชสกุลแคนนาบิส (Cannabis) ที่มีปริมาณมากกว่า 0.2% โดยน้ำหนัก” ส่งผลให้ส่วนต่างๆ ของกัญชาไม่ถือเป็นยาเสพติดอีกต่อไป และกัญชาไม่ใช่พืชหรือทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดตามกฎหมายอีกต่อไป

ย้อนไปเมื่อ 1 เดือนก่อน เช้าวันแรกของการปลดล็อกกัญชา เกิดภาพผู้ค้าหาบเร่แผงลอยขนช่อดอกกัญชาออกมาวางขายกันชนิดที่เรียกว่า “เสรี” ทำให้เกิดกระแสตีกลับไปยังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แม่งานหลักปลดล็อกกัญชา โดยส่วนใหญ่ถามหากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และการควบคุมไม่ให้นำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด

จากนั้นวันที่ 15 มิถุนายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ สธ. ได้เล่าย้อนถึงที่มาของการปลดล็อกกัญชา ว่า เป็นคนหนึ่งที่เคยคัดค้านนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์ เพราะเห็นถึงผลร้าย แต่เมื่อได้ศึกษาข้อมูลจากแพทย์ ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาบรรเทาอาการของโรคทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ก็กลับมามองนโยบายนี้ใหม่อีกครั้ง และสิ่งสำคัญที่เห็นคือ การเดินหน้ากัญชาเพื่อการแพทย์ มีการขับเคลื่อนก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ สธ. ตั้งแต่ที่มีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ทั้งยังมีการบรรจุในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลอีกด้วย ขณะนี้มีการปลดล็อกกัญชามาจนถึงขั้นการพิจารณา พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ในสภาผู้แทนราษฎร ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อแปรญัตติและให้สภาพิจารณารับหลักการออกเป็นกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ มีมติเลือก นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานกรรมาธิการ ก็ต้องร่วมกันรับข้อเสนอแนะจากประชาชนเพื่อแปรญัตติก่อนออกเป็นกฎหมาย

หลังจากนั้น สธ.ได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนด้วยการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อควบคุมการนำกัญชาไปใช้ในทางที่ผิด ได้แก่

Advertisement

1.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดให้การกระทำให้เกิดกลิ่น หรือควันกัญชา กัญชง หรือพืชอื่นใด เป็นเหตุรำคาญ พ.ศ.2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งมีการต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ประกาศกรมอนามัย เรื่อง การนำใบกัญชามาใช้ในการทำ ประกอบ หรือปรุงอาหาร ในสถานประกอบกิจการอาหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2565 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 กำหนดให้สถานประกอบการกิจการอาหาร ต้องควบคุม กำกับ และต้องจัดให้มีการสื่อสารข้อมูลด้านสุขภาพและต้องตระหนักด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค เกี่ยวกับการจำหน่ายอาหารที่มีการใช้ใบกัญชาเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น ติดป้ายว่ามีการปรุงอาหารเมนูกัญชาอย่างไร การติดป้ายคำเตือนกลุ่มที่ควรเลี่ยงรับประทานเมนูกัญชา เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกอย่างปลอดภัย

3.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 โดยที่พิจารณาเห็นว่า กัญชาเป็นสมุนไพรที่มีค่าต่อการศึกษาหรือวิจัย มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและส่งเสริมการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 มาตรา 44 มาตรา 43(3) และ (5) แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 รัฐมนตรีว่าการ สธ. โดยคำแนะนำของคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งในข้อมูลการกำกับให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม มีข้อแตกต่างในกฎหมายอย่างไรนั้น นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ระบุว่า ประกาศฉบับนี้ออกมาใช้ชั่วคราวในระหว่างการรอร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภาเท่านั้น หาก พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯมีผลบังคับใช้ ประกาศฉบับนี้จะสิ้นอำนาจบังคับใช้ทันที การประกาศสมุนไพรควบคุมจะใช้ในกรณีต่างๆ ได้แก่ 1.ป้องกันพืชสมุนไพรหรือภูมิปัญญานั้นๆ สูญหายหรือสูญพันธุ์ 2.พืชสมุนไพรนั้นมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง และ 3.เพื่อคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งการควบคุมเพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด ที่จะส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของสมุนไพรนั้น สำหรับกัญชามีการวิเคราะห์แล้วว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงจำเป็นต้องควบคุมไม่ให้นำไปใช้ในทางที่ผิด แล้วถูกถอยกลับไปเป็นยาเสพติดอีกครั้ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกคณะกรรมการสื่อสารและประชาสัมพันธ์การใช้กัญชาอย่างเข้าใจ เปิดเผยว่า ผลสำรวจของนิด้าโพลระหว่างวันที่ 13-15 มิถุนายนนี้ ระบุว่ามีประชาชนมากถึงร้อยละ 32.98 เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชามาแล้ว หากผลสำรวจถูกต้องแม่นยำ ก็อาจจะประมาณการได้ว่ามีคนไทยเคยใช้กัญชามาแล้วว่า 18.8 ล้านคน โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 60.65 หรือประมาณ 11.4 ล้านคนเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกัญชาในเรื่องการใช้กัญชาเพื่อประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม ร้อยละ 30.56 หรือประมาณ 6.69 ล้านคน ระบุว่า เคยใช้เพื่อการเสพหรือสูบกัญชา ร้อยละ 21.06 หรือประมาณ 3.96 ล้านคนระบุว่า เคยใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค และ ร้อยละ 6.94 หรือประมาณ 1.3 ล้านคนระบุว่าเคยปลูกกัญชา

ทั้งนี้ ผลประกอบการหลังจากที่มีการปลดล็อกให้ประชาชนสามารถปลูกกัญชาได้ในครัวเรือน แต่ยังขอความร่วมมือจดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ล่าสุด มีการยื่นจดแจ้งผ่านระบบ “ปลูกกัญ” ทั้งในแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ รวมกว่า 980,000 คน โดยได้ออกใบรับจดแจ้งแล้ว 950,000 คน

ขณะเดียวกัน ความห่วงใยจากหลายภาคส่วนทั้งจากผู้บริโภค นักวิชาการ แพทย์ ไปจนถึงราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ก็ได้ออกแถลงการณ์เพื่อตีกรอบแนวทางการใช้ “กัญชาเสรี” โดยมุ่งเน้นสกัดการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ที่จะต้องพิจารณาเป็นพิเศษคือ กลุ่มผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เนื่องจากเดิมมีการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการอยู่ในกลุ่มเด็กอยู่แล้ว แต่ทว่าการปลดล็อกครั้งนี้ อาจจะเป็นการลดความเกรงกลัวต่อกฎหมายในการใช้เพื่อสูบหรือเสพมากขึ้น

ทางด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. ได้ออกมายืนยันถึงนโยบายกัญชาว่า สธ.สนับสนุนการใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพเท่านั้น ไม่ได้สนับสนุนเรื่องของการสูบ การเสพ หรือการสันทนาการ โดยมีการวางมาตรการ 5 ด้าน เพื่อสนับสนุนการใช้กัญชาอย่างปลอดภัย คือ 1.การส่งเสริมการใช้ทางการแพทย์และสุขภาพ ให้ความรู้ประชาชนทั้งเรื่องประโยชน์ เรื่องโทษ และการใช้อย่างเหมาะสมต่อสุขภาพ โดยจัดทำคู่มือการใช้กัญชาอย่างเข้าใจ และมีแนวทางการใช้กัญชาทางการแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและแผนไทย 2.การควบคุมด้วยกฎหมาย ขณะนี้มีกฎหมายควบคุมการเสพที่สาธารณะ เรื่องกลิ่นและควันเป็นเหตุรำคาญ มีการออกประกาศไม่ให้ใช้ในผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร และยังมีตัวแทนร่วมเป็นกรรมาธิการปรับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กัญชง กัญชา พ.ศ. … ซึ่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการ สธ.ให้นโยบายชัดเจนว่า ต้องสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ ไม่สนับสนุนการเสพและสันทนาการ จึงต้องขับเคลื่อนให้มีการควบคุมป้องกันในกฎหมายกัญชงกัญชา

3.การเฝ้าระวังป้องกันการใช้ในทางที่ผิด โดยวางระบบรายงานเฝ้าระวังผลการใช้กัญชา ทั้งพิษจากกัญชาหรือปัญหาทางด้านจิตประสาท ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่ายังไม่ได้พบมากขึ้น ส่วนระบบรายงานการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยที่มีอยู่เดิม มีการรายงานอาการไม่พึงประสงค์หรือผลข้างเคียงจากการใช้กัญชาทางการแพทย์เพียง ร้อยละ 1 และเป็นกลุ่มที่อาการเล็กน้อย เนื่องจากเป็นการใช้อย่างควบคุม 4.การวางระบบการดูแลรักษาพยาบาลและบำบัดรักษา ขณะนี้มีกลุ่มงานสุขภาพจิตและยาเสพติดทุกจังหวัดที่เปิดหอผู้ป่วยรองรับการดูแล และ 5.การกำกับติดตามผลการขับเคลื่อนตามมาตรการที่กำหนด

“สำหรับกรณีที่ไม่ได้ใช้ผ่านการควบคุมหรือไม่เป็นไปตามนโยบายหรือวัตถุประสงค์ของ สธ. เนื่องจาก สธ.มีกฎหมายป้องปรามไว้แล้ว หากมีการฝ่าฝืน เช่น เสพ มวนขาย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนเรื่องของผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม อย.จะติดตามตรวจสอบหลังการอนุญาตให้มีการใส่สารสกัดกัญชาตามกฎหมายกำหนด โดยในช่วงรอยต่อนี้จะมีการตรวจติดตามอย่างเข้มงวด” นพ.เกียรติภูมิกล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปลดล็อกกัญชามา 1 เดือนแต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินหน้ากฎหมาย ทั้ง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. … ที่ยังอยู่ในขั้นตอนของสภาคู่ขนานกับการติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้น

ส่วนโจทย์ใหญ่ที่ สธ.ต้องทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์คือ การให้ความรู้ประชาชนในการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์อย่างแท้จริง!