ปานเทพ แจงยิบข้อกำหนด ‘กัญชา’ ย้ำ ห้ามสันทนาการในที่สาธารณะ
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็คอารีน่าเมืองทองธานี ฮอลล์ 11-12 งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 19 การแถลง “เครือข่ายกัญชาผนึกกำลัง ยืนยันสิทธิการใช้กัญชาภาคประชาชน” โดย นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กล่าวว่า ตนได้นำหนังสือชุดภูมิปัญญาตำราการแพทย์แผนไทย ฉบับอนุรักษ์ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจัดทำขึ้นจากสมุดไทยโบราณและศิลาจารึกทั้งหมดที่เป็นยาแผนไทยของชาติ รวมถึงตำรายาหลวงด้วย โดยกรมแพทย์แผนไทยฯ จะเผยแพร่ให้ประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ทุกคน ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวพูดถึงคุณค่าของกัญชาอย่างชัดเจน ซึ่งมีประโยชน์ทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขรวม 162 ตำรับ ที่สำคัญคือ จำแนกกลุ่มโรคได้ถึง 13 กลุ่ม นี่จึงเป็นความก้าวหน้าของงานวิจัย
นายปานเทพกล่าวว่า เราจำเป็นต้องให้ประชาชนมีสิทธิปลูกกัญชาใช้ในครัวเรือนได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล ระบุชัดว่ามนุษย์เรามีสารที่ชื่อ เอนโดรแคนนาบิสนอยด์ ซึ่งเป็นต่อมรับกัญชาได้พอดี ดังนั้นพืชชนิดนี้รักษาได้หลายโรคมากกว่างานวิจัยที่มีในขณะนี้ ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงตัดสินใจว่า ท่ามกลางการใช้กัญชาใต้ดิน จำเป็นต้องได้รับการคุ้มครอง หลายคนถามว่า ทำไมไม่ออกกติกาก่อนแล้วค่อยปลดล็อก ตนจึงอยากเรียนว่า ที่ผ่านมามีประชาชนใช้กัญชาใต้ดินเพื่อสุขภาพ ผลสำรวจจากนิด้าโพลล์ระบุว่ามากถึง 3.9 ล้านคน จำเป็นที่คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้ป่วย และพวกเขาไม่ใช่อาชญากร ส่วนความกังวลว่าจะคุ้มครองผู้ที่ไม่ได้ใช้กัญชาได้อย่างไรนั้น

ตนขอเรียนว่า ตามงานวิจัยพบว่า กัญชามีโอกาสเสพติดได้น้อยกว่าเหล้า และบุหรี่ รวมถึงช่วยลดปัญหายาเสพติดที่รุนแรงได้ด้วย ดังนั้น เพื่อความกังวลของประชาชน ทางกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กัญชา จึงได้ประชุมกันและมีข้อเสนอว่าจะมีการปรับปรุงบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองประชาชน ควบคุมวิธีขาย ป้องกันสถานที่ กำหนดข้อห้ามการใช้ช่อดอกกัญชาในทางที่ผิด แต่สำหรับทางการแพทย์แล้วจะไม่มีขีดจำกัดในการใช้กัญชาอีกต่อไป
“กรรมาธิการฯ ยืนยันว่าทันทีที่มีกฎหมายประกาศ ประชาชนปลูกกัญชา กัญชงได้ไม่เกิน 10 ต้นต่อครัวเรือน ใช้วิธีจดแจ้ง ไม่ต้องขออนุญาต ซึ่งจดแจ้งต้องแล้วเสร็จใน 1 วัน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ส่วนการขออนุญาตเชิงพาณิชย์ถ้าไม่เกิน 5 ไร่ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และใบอนุญาตมีอายุถึง 3 ปี เพื่อลดความยุ่งยาก แต่ยังมีการคุ้มครองประชาชน คือ ผู้อายุน้อยกว่า 20 ปี หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ห้ามเข้าถึงกัญชา
ยกเว้นเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ กำหนดวิธีการขาย เช่น การใช้เครื่องขายไม่ได้ การขายออนไลน์ไม่ได้ การจะขายช่อดอกต้องไม่ต่างจากบุหรี่ ส่วนสถานที่ธุรกิจกัญชาที่ต้องคุ้มครองคือ วัด สถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ สถานที่ขนส่งสาธารณะและประกาศอื่นๆ เหมือนบุหรี่ทุกประกาศ สำหรับการสูบเพื่อสันทนาการ ห้ามใช้ในที่สาธารณะ ฉะนั้นแล้วในข้อกำหนดขณะนี้จะสามารถคุ้มครองประชานได้อย่างปลอดภัยแน่นอน” นายปานเทพกล่าว
ด้าน รศ.ดร.ฐนโรจน์ โรจนกุลเสฏฐ์ แพทย์แผนไทยและอาจารย์สอนการผลิตยาแผนไทย กล่าวว่า ตนฝันไว้นานแล้วว่าประเทศไทยควรใช้กัญชาทางการแพทย์ ยาเข้าตำรับกัญชา 16 สูตรมีผลการใช้ว่าได้ผลดี แต่ช่วงแรกที่กัญชายังผิดกฎหมาย แพทย์แผนไทยต้องทนใช้กัญชาเทศ หรือโกฐจุฬาลัมภา แทนที่จะใช้กัญชาไทยที่มีลดเมาเบื่อและได้ผลดีที่สุด

ซึ่งประเทศไทยมีสายพันธุ์กัญชาดีๆ เยอะๆ ควรจะปลดล็อกเพื่อให้มีการใช้ทางการแพทย์ ดีกว่าการต้องไปซื้อยาแพทย์ๆ จากนายทุน หรือนำเข้ายาจากเมืองนอก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหานอนไม่หลับ ส่งผลต่อร่างกายที่ไม่ซ่อมแซมตัวเอง ตามมาด้วยโรคต่างๆ ฉะนั้นการนอนหลับลึกมีตำรับยาเข้ากัญชาที่ยอดเยี่ยมมาก หรือใช้ชากัญชา ฉะนั้นตนมองว่าการใช้กัญชาถูกกฎหมายทางการแพทย์เป็นคุณูปการที่ดี
“ผมอยากให้มองปัญหายาเสพติดในไทยอะไรที่ร้ายแรงสุดแล้วแก้หรือยัง คือ ยาบ้า เพราะไม่มีอะไรแทนจึงแก้ไม่ได้ พอกัญชาขึ้นมาก็อาจมีส่วนอันตราย เราได้วางกฎระเบียบป้องกัน ดังนั้น กัญชาจะแก้ปัญหายาบ้าลดลง วันนี้มีข่าวกัญชาบ้าง 4-5 ราย หรือ 10-20 ราย แต่รู้หรือไม่ว่ายาบ้าหายไปกี่ร้อยราย ทำไมไม่คำนึงถึงตรงนี้ ผมเป็นคนไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช่ยาเสพติด แต่มองเห็นสรรพคุณกัญชาทางการแพทย์ อยากให้คนที่คัดค้านกัญชาได้มองในมุมยาบ้าบ้างว่าปราบกันได้หรือยัง เป็นปัญหาสังคมขนาดไหน ทำไมเราไม่ปล่อยให้กัญชาถูกกฎหมายแล้วมาใช้ทางการแพทย์ เอามาแก้ปัญหายาเสพติด ยาบ้านี้ อยากให้มองหลายๆ มุม ไม่ใช่มองปัญหากัญชาเล็กน้อยๆ ไม่กี่รายแล้วเอามาเป็นปัญหาใหญ่ทำให้ต้องกลับไปผิดกฎหมายอีก” รศ.ดร.ฐนโรจน์ กล่าว
ด้าน นายอร่าม ลิ้มสกุล ปราชญ์กัญชาเกาะเต่า และประธานวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรเก่าเต่า หมอพื้นบ้าน ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน หรือ ‘ลุงดำ’ เกาะเต่า กล่าวว่า ตนเป็นหมอพื้นบ้านมีประสบการณ์ในการใช้กัญชามายาวนาน มีการวิจัยด้วยตนเองเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงกว่า 50 ปี พบว่า กัญชามีโทษเล็กน้อย แต่มีคุณค่าต่อชีวิตและจิตใจมนุษย์มหาศาล ข้อไม่ดีมีไม่มาก คือ การใช้ไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่ากัญชาออกฤทธิ์อย่างไร มีประโยชน์อย่างไร ก็เลยไปใช้ในทางมัวเมา แต่หากใช้ถูกต้องจะไม่เมา จะทำให้มีสติมากขึ้น หรือใช้แบบโอเวอร์โดสก็จะทำให้นอนหลับ ทั้งนี้ ตนอยากให้คนไทยนำสิ่งที่มีประโยชน์ในบ้าน เปลี่ยนมาเป็นเพชร เป็นทองเพื่อสังคมยุคศิวิไลในอนาคตตามคำทำนาย

“ผมทดลองใช้กัญชาว่าตายจริงไหม เลยสกัดกัญชาเข้มข้นกินครั้งเดียว 15 กรัม พบว่าไม่ถึงตายแค่หลับไป 16 ชั่วโมง ตื่นมาก็ไม่มีอาการอะไร ผมพิสูจน์มาแล้วว่าไม่สามารถฆ่าคนหรือทำให้คลุ้มคลั่งได้ เพราะหากโอเวอร์โดสเราก็จะหลับ ส่วนการขับขี่ ผมได้ทดลองสูบปริมาณพอดี ใช้สายพันธุ์ถูกต้อง จะไม่ทำให้ขาดสติ กลับเพิ่มสติมากขึ้น ดังนั้นเราต้องใช้ให้ถูกวิธี ส่วนตัวผมมองว่า กัญชาคือยาดี ราคาถูก ปลูกเองได้ และเป็นวิถีปัญญาไทยแต่โบราณ เพื่อลดรายจ่ายในบ้านได้ ทำอาหารให้เป็นยาได้” นายอร่ามกล่าว
ทั้งนี้ เครือข่ายกัญชาภาคประชาชน รวมตัวกันแถลงการณ์ ยืนยันสิทธิการใช้กัญชาภาคประชาชนด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ หลังมีกระแสเรียกร้องจากหลายภาคส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการ “ปลดล็อกกัญชา” โดยระบุว่า ภายหลังจากการประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้เมื่อ 9 มิถุนายน 2565 เครือข่ายกัญชาภาคประชาชน มีความเป็นห่วงกังวลว่าการเรียกร้องให้กัญชากลับไปสู่การเป็นพืชเสพติดตามกฎหมายเก่า จะส่งผลเสียต่อการดูแลสุขภาพภาคประชาชน ทำให้มีการใช้กัญชาใต้ดินเกิดขึ้นอีก
เครือข่ายกัญชาภาคประชาชนขอยืนยันเจตนารมณ์การใช้กัญชาเพื่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประชาชนอย่างยั่งยืน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดให้ “ทุกส่วนของกัญชา” ไม่ถือว่าเป็นยาเสพติด และสารสกัดกัญชาที่มีสาร THC หรือ CBD ไม่เกิน 0.2% ไม่ถือเป็นยาเสพติด และสอดคล้องกับที่รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 โดยมีสาระสำคัญคือ การถอดกัญชา ออกจากบัญชียาเสพติด ส่งผลให้ใช้กัญชาได้อย่างเสรีกว่าแต่ก่อน ภายใต้การเป็นสมุนไพรควบคุมตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ห้ามขายให้กับสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และห้ามสูบในที่สาธารณะ แต่คนทั่วไปสามารถใช้ดูแลสุขภาพได้
ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกกัญชาโดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่จดแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่น “ปลูกกัญ” ของสำนักงานอาหารและยา (อย.) รวมถึงสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายซื้อขายได้ แต่การขายกิ่งหรือเมล็ดพันธ์ุให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืชฯ นับว่าเป็นประโยชน์แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประชาชนที่ต้องการใช้กัญชาในฐานะพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติทางยา ในครัวเรือน

เครือข่ายกัญชาภาคประชาชน อันเป็นการรวมตัวกันของปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ป่วยที่ใช้กัญชาเป็นทางเลือกในการรักษาโรค และวิสาหกิจชุมชน มีเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงของชาติ ด้านอาหารและยา โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะอนุรักษ์ และพัฒนาสมุนไพรและภูมิปัญญาของบรรพชนมีความเห็นพ้องต้องกันว่าการปลดล็อคกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดนั้น มีประโยชน์ต่อภาคประชาชนมากกว่าผลเสีย ดังจะเห็นได้จาก
1. สังคมไทยมีการใช้กัญชามานานตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีบันทึกตำรับยาที่ใช้กัญชาเป็นส่วนผสมเป็นจำนวนมาก และมีการใช้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมกันนี้หมอพื้นบ้านในแต่ละภาคยังได้ใช้กัญชาในการรักษาอาการป่วยไข้ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ในระดับประชาชนมีการใช้กัญชาเพื่อลดอาการเจ็บปวดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี การปลดล็อคกัญชามีส่วนช่วยให้การทำงานด้านสุขภาพของภาคประชาชนดำเนินไปได้อย่างไม่ต้องหลบซ่อน และไม่ต้องพึ่งพาแต่ยาเคมีจากต่างประเทศ ผู้ป่วยจำนวนมากที่ถึงทางตันจากการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ได้รับประโยชน์จากการใช้กัญชาเป็นทางเลือกในการรักษา ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งเรื้อรัง มะเร็งระยะสุดท้าย หรือกลุ่มผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเรื้อรัง เมื่อใช้กัญชาเป็นทางเลือกแล้วอาการดีขึ้น และเมื่อมีการปลดล็อกกัญชาแล้วผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนหรือเกรงกลัวว่าทำผิดกฎหมาย
2. กัญชาอยู่คู่กับสังคมวัฒนธรรมไทย เห็นได้จากการทิ้งร่องรอยไว้ในวรรณกรรม และภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายแห่ง ในมิติของการใช้ในแง่สันทนาการ เห็นภาพของการเมากัญชา ว่าไม่น่าดูอย่างไร มีตำราเขียนถึงกัญชาว่าทำให้ใจขลาด ทำให้เกียจคร้าน ให้ใช้แต่พอเหมาะ มีการนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาหารเพื่อให้มีรสชาติกลมกล่อม โดยไม่ทำให้เมา และได้ประโยชน์ ความรู้ในการใช้กัญชาที่สั่งสมและถ่ายทอดกันมาค่อย ๆ เลือนหายไปในช่วงที่กัญชาถูกประกาศให้เป็นพืชเสพติด แต่เราสามารถฟื้นความรู้เหล่านี้ขึ้นได้
3. การปลดล็อกกัญชาจากยาเสพติด มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการพัฒนาต่อยอดทางนวัตกรรม อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและชุมชน ทั้งในด้านการพัฒนาสายพันธ์ุกัญชาให้มีความหลากหลาย ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าขณะนี้ไทยเราอยู่ในจุดที่ล้าหลังในการพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยเหตุที่กัญชาถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติดเป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษ ทั้ง ๆ ที่สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศของประเทศเราเอื้ออำนวยต่อการปลูกและพัฒนาสายพันธ์ุกัญชา นอกจากนี้เรายังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเส้นใยกัญชา เส้นใยกัญชง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเส้นใยกัญชงเพื่อทดแทนพลาสติกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
“ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาในนามเครือข่ายกัญชาภาคประชาชน จึงขอผนึกกำลังยืนยันสิทธิการใช้กัญชาภาคประชาชน ในมิติด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน” แถลงการณ์เครือข่ายกัญชาภาคประชาชน ระบุ
ทั้งนี้ ทางเครือข่ายได้รวบรวมรายชื่อ ชมรมนักวิจัยแห่งประเทศไทย แพทย์แผนไทย แพทย์แผนปัจจุบัน ภาคประชาชน วิสาหกิจชุมชน หมอพื้นบ้าน รวมถึงผู้ป่วยที่เคยใช้กัญชาในการรักษาโรค ร่วมลงชื่อ กว่า 2,000 รายชื่อ เตรียมยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านทาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในวันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2565 นี้

