นักวิทยาศาสตร์ไบโอเทค ชี้ ติดโควิดซ้ำ อาจเกิดเร็วใน 28 วัน แต่ขึ้นกับหลายปัจจัย
วันที่ 10 กรกฎาคม นายอนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้ความรู้เกี่ยวกับโอกาสเกิดการติดเชื้อโควิด-19 ซ้ำ ว่า การติดเชื้อซ้ำเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงหนีการจับของภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการติดเชื้อ หรือจากวัคซีนได้ หรือภูมิจากร่างกายตกลงค่อนข้างไว จนไม่เพียงพอที่จะยับยั้งการติดเชื้อครั้งใหม่ได้ หรือการติดเชื้อครั้งก่อนเป็นการติดเชื้อแบบได้รับเชื้อมาไม่มากพอ การกระตุ้นภูมิตามธรรมชาติจึงไม่เพียงพอ
นายอนันต์กล่าวว่า การติดเชื้อซ้ำ ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับไวรัสที่เปลี่ยนแปลงไว สำหรับ SARS-CoV-2 ก่อนการระบาดของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน เชื่อกันว่า การติดเชื้อซ้ำเกิดได้ค่อนข้างยาก โดยศูนย์ควบคุมโรค สหรัฐอเมริกา (US-CDC) ใช้เวลา 90 วัน เป็นเกณฑ์ในการสรุปว่า คนที่มีอาการโควิด-19 ซ้ำ เกิดจากการติดเชื้อซ้ำ หรือว่ารักษายังไม่หายดี
“แต่หลังจากการระบาดของเชื้อโอมิครอน ตัวเลข 90 วัน เหมือนจะใช้ไม่ได้ เพราะมีข้อมูลออกมายืนยันมากขึ้นว่า การติดเชื้อซ้ำสามารถเกิดขึ้นได้ไวกว่านั้นมาก ตัวเลขหน่วยงานด้านสาธารณสุขของออสเตรเลีย (AHPPC) ระบุว่า การติดเชื้อซ้ำสามารถเกิดขึ้นได้ภายใน 28 วัน หลังหายจากอาการโควิด-19 ดังนั้น ใครมีตรวจผลเป็นบวกหลังจากหายป่วย 28 วัน แทนที่จะเป็น 90 วัน จะถูกนับว่าติดเชื้อซ้ำ การติดเชื้อซ้ำ เกิดขึ้นเพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายมีไม่สูงพอในการป้องกันการติดเชื้อ เรียกว่า Sterilizing immunity โดยภูมิคุ้มกันที่ทำหน้าที่ส่วนนี้คือ แอนติบอดี เท่านั้น” นายอนันต์กล่าว
นายอนันต์กล่าวต่อว่า และเนื่องจากไวรัสติดเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจ แอนติบอดีในจมูก หรือทางเดินหายใจจึงเป็นตัวกำหนดว่าเราจะติดเชื้อหรือไม่ อย่างไร เชื่อว่า ผู้ที่ติดเชื้อมาก่อนน่าจะมีแอนติบอดีในส่วนนี้ไม่มากก็น้อย แต่การติดเชื้อที่มากน้อยแตกต่างกัน อาจส่งผลให้แอนติบอดีในจมูกขึ้นไม่เท่ากัน คนที่ติดซ้ำได้ไว คาดว่าแอนติบอดีมีไม่มากพอที่จะจับไวรัสได้ ส่วนแอนติบอดีจากวัคซีนที่ไปกระตุ้นกันผ่านทางฉีดเข้ากล้ามมีจำนวนน้อยที่จะไปทำหน้าที่ตรงส่วนนี้ ส่วนทีเซลล์ (T cell) จะช่วยเราได้เฉพาะหลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อมาแล้ว และช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสสร้างความเสียหายให้กับร่างกาย
นายอนันต์กล่าวว่า ดังนั้น ภาพของระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายจะบอกว่า เรามีภูมิอยู่ 2 ระดับ ระดับแรกคือ ภูมิที่ป้องกันการติดเชื้อ คือ แอนติบอดีในระบบทางเดินหายใจต้องสูงเพียงพอ ซึ่งการติดเชื้อในธรรมชาติอาจช่วยตรงส่วนนี้ได้ หรือการรับวัคซีนช่วงแรกๆ แต่แอนติบอดีตกไวมากๆ เพียงไม่กี่วัน ซึ่งคิดว่าอาจจะไม่มีประโยชน์ในแง่การป้องกันการติดเชื้อ
“ระดับ 2 คือ ทีเซลล์ ที่ทั้งการติดเชื้อจากธรรมชาติและวัคซีน ช่วยได้ดีมาก และอยู่นานเป็นเดือน ซึ่งจะเห็นว่า ผู้ที่ได้วัคซีนเข็มกระตุ้น (บูสเตอร์โดส) มา ถึงแม้จะติดเชื้อได้อยู่ แต่อาการจะเบากว่าผู้ที่ไม่มีภูมิจากวัคซีนมาก แต่ถ้าภูมิตกลงจากระดับ 2 ถือว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นภูมิขึ้นมาอย่างน้อยให้สูงเกินระดับ 2 เพื่อป้องกันอาการรุนแรงหลังการติดเชื้อ การกระตุ้นด้วยวัคซีนแต่ละครั้ง อาจช่วยให้ทีเซลล์สูงขึ้น แต่ทีเซลล์ไม่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ย้ำว่า ทีเซลล์ไม่ช่วย และระดับของทีเซลล์ที่จำเป็นต่อการป้องกันอาการรุนแรง ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นในทุกๆ ครั้งที่มีสายพันธุ์ใหม่เข้ามาในประเทศ ส่วนแอนติบอดีที่กระตุ้นได้ก็ลงเร็วภายในไม่กี่วันเหมือนเดิม” นายอนันต์กล่าว

นอกจากนี้ วันเดียวกัน นายอนันต์ยังโพสต์เฟซบุ๊กตอบข้อสงสัยกรณีมีการตั้งคำถามว่าเชื้อ BA.4 และ BA.5 ติดไวจาก 1 ไป 18.6 คน จริงหรือ ว่า BA.4/5 ติดไวจาก 1 ไป 18.6 คน จริงๆ หรือ??? เห็นมีคนส่งต่อข้อมูล ที่พูดถึงค่า R0 ของไวรัส BA.4/5 ที่สูงถึง 18.6 แล้วเอาไปอนุมานต่อว่า ไวรัสสายพันธุ์นี้สามารถติดจาก 1 คน แล้วแพร่ต่อไปได้อีก 18.6 คน โดยใช้นิยามของ R0 เป็นตัวอธิบาย
“ผมไม่ได้เป็นนักระบาดวิทยา แต่ตามความเข้าใจผม คิดว่า การคิดค่า R0 แบบหลักการนี้ ไม่น่าจะถูกต้อง โดยนิยาม R0 จะคิดจากการแพร่กระจายของเชื้อในกลุ่มประชากรที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัส เป็นคุณสมบัติของไวรัสที่แท้จริงในการแพร่กระจายในประชากรมนุษย์โดยไม่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง”
ดังนั้น ค่า R0 ที่น่าเชื่อถือที่สุดของข้อมูลชุดนี้ คือ R0 = 3.3 ของสายพันธุ์ดั้งเดิม ตัวเลขที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ คือ การนำเอาค่าที่เรียกว่า transmissibility/growth advantage ซึ่งเก็บข้อมูลจากการที่เชื้อนั้นๆ หนีภูมิคุ้มกันได้มากขึ้น จึงพบการติดมากกว่าสายพันธุ์เดิม และดูจะวิ่งไวกว่า (เพราะใหม่และสดกว่า) หรือติดเชื้อในเซลล์ที่จำเพาะกว่า จึงเพิ่มจำนวนได้ไวกว่า แต่ตัวเลขดังกล่าว ไม่ได้เป็นการวัดความสามารถในการแพร่เชื้อแบบที่คิดค่า R0 การที่ทำตัวเลขดังกล่าวมาคูณกับ R0 แบบทับไปเรื่อยๆ แบบนี้ ทำให้ความหมายของ R0 เปลี่ยนไปทันที
ตอนนี้ ชัดเจนว่า BA.4/5 แพร่ไวขึ้น แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แล้วนำ BA.4/5 ไประบาดแทน สายพันธุ์ในอู่ฮั่น (Wuhan) จะสามารถติดคนได้ทีละ 18.6 คน หรือไม่??? ถ้าไม่ใช่ ก็แสดงว่าค่า R0 ที่เอามาอ้างอิง คงคลาดเคลื่อน

