เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ห้องดอยตุง โรงแรมดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท จ.เชียงราย หอการค้า จ.เชียงราย ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย จัดการสัมมนาเรื่อง “รถไฟพลิกโฉมเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงราย” โดยมีนายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธีเปิด และนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นวิทยากรในการบรรยายท่ามกลางผู้เข้าร่วมรับฟังมากกว่า 500 คน ทั้งนี้ ทาง ร.ฟ.ท.ยังได้จัดนิทรรศการเกี่ยวกับโครงการรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย เชื่อมจาก อ.เด่นชัย จ.แพร่ ผ่าน จ.ลำปาง จ.พะเยา มายัง อ.เมืองเชียงราย-เชียงของ ชายแดนไทย-สปป.ลาว ให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ชมและศึกษาด้วย
นายวุฒิชาติกล่าวว่า ในปัจจุบันเส้นทางรถไฟในประเทศไทยมีครอบคลุมทั่วทุกภาคแต่ยังคงเหลือเพียง 2 เส้นทางเท่านั้นที่ยังไม่มีการก่อสร้างมาช้านาน คือเส้นทางสายบ้านไผ่ จ.พระนครศรีอยุธยา-นครพนม และสายเด่นชัย-เชียงราย ทำให้รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญอย่างมากในฐานะ ร.ฟ.ท.ตนจึงพยายามขับเคลื่อนให้สำเร็จโดยเฉพาะเส้นทางนี้ล่าช้ามาตั้งแต่ปี 2503 หรือกว่า 56 ปีมาแล้ว โดยการขับเคลื่อนจะใช้รูปแบบรางคู่ที่ได้ศึกษาครั้งล่าสุดเมื่อปี 2544 เป็นต้นแบบ เนื่องจากมีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยรูปแบบนี้ใช้ระยะทาง 323 กิโลเมตร มีทั้งหมด 26 สถานี ผ่านพื้นที่ 59 ตำบล 17 อำเภอของ 3 จังหวัดดังกล่าว มีอุโมงค์ 3 แห่ง คือที่ อ.สอง จ.แพร่ ยาว 6.4 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดในประเทศ แห่งที่สองที่ อ.เมืองพะเยา 2.8 กิโลเมตร และ อ.ดอยหลวง จ.เชียงราย 3.6 กิโลเมตร ตลอดรายทางมีระบบบป้องกันอุบัติเหตุ เช่น สะพานข้าม 380 แห่ง มีทางยกระดับ ฯลฯ
นายวุฒิชาติกล่าวว่า ความล่าช้าของแบบชุดล่าสุดเพราะต้องศึกษาอีไอเอผ่านพื้นที่ป่าเขา ที่ชุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งบางจุดต้องศึกษาตามฤดูกาล เมื่อแล้วเสร็จแล้วจะนำเสนอสู่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อขออนุมัติไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการซึ่งเชื่อว่าจะสามารถก่อสร้างได้ในปี 2560 ด้วยงบประมาณ 76,980 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างนาน 48 เดือน และเพื่อการันตีเรื่องระยะเวลาตนจึงจะหารือกับที่ปรึกษาและทีมวิศวกร ร.ฟ.ท.ให้แบ่งเส้นทางก่อสร้างเป็นช่วงๆ อาจจะเป็น 3 ช่วงเพื่อสร้างไปพร้อมๆ กันแทนการสร้างเป็นทางยาวทางเดียวซึ่งจะทำให้ล่าช้าได้ต่อไป
นายวุฒิชาติกล่าวต่อว่า การนำเสนอสู่สภาพัฒน์ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาราว 3-4 เดือน เพื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรี คาดว่าภายในเดือนธันวาคม 2560 ก็จะเห็นน้ำเห็นเนื้อและใช้ระยะเวลาก่อสร้างอีก 3 ปี เราก็จะได้เห็นรถไฟกันในปี 2563 แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นเราก็ทำงานอื่นๆ ควบคู่กันไปเรื่อยๆ เช่น อยากให้ทางจังหวัดออกแบบป้ายหรือสถานีรายทางให้เป็นเอกลักษณ์ล้านนา ซึ่งเรื่องนี้ต้องแจ้งก่อนล่วงหน้าด้วย ตามคาดการณ์ว่าในปี 2565 จะมีผู้โดยสารมากถึง 2,004,215 คนต่อปี และมีปริมาณสินค้ามากถึง 2,095,930 ตันต่อปี
นายบุญส่งกล่าวว่า หากเส้นทางรถไฟเชื่อมไปถึง จ.เชียงราย จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะเชียงรายมีความโดดเด่นด้านมูลค่าการค้าชายแดนที่กำลังเติบโตขึ้นสวนกระแสการค้าโลกในปัจจุบัน เพราะเป็นการลดต้นทุนการขนส่งซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าเพิ่มมากขึ้นไปอีกแน่นอน นอกจากนี้ ยังมีผลดีต่อการเดินทางโดยสารและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ด้าน น.ส.ผกายมาศ เวียร์ร่า รองประธานหอการค้า จ.เชียงราย กล่าวว่า ได้เสนอให้มีการสร้างเส้นทางเชื่อมไปยังชายแดนด้าน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วย เพราะในปัจจุบันในรัฐฉานของเมียนมามีเส้นทางรถไฟสายกรุงย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์-ตองจี แล้ว และเมียนมาก็มีแผนจะสร้างเส้นทางรถไฟสายตองจี-ท่าขี้เหล็ก ตรงกันข้าม อ.แม่สาย ซึ่งหากมีเส้นทางเชื่อมกันก็เพิ่มมูลค่าทางเศรษกิจได้อีกมากต่อไป

