เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.น. ร่วมกันแถลง พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.กฤศณัฏฐ์ ธนศุภณัฏฐ์ ผกก.สส.2 บก.สส.บช.น. พ.ต.อ.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ธนากร อ่อนทองคำ ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ฤตวีร์ สุขเจริญ ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ศิรณวิชญ์ อินทร ผกก.สส.บก.น.1 พ.ต.อ.อัครพล โทยะ ผกก.สส.บก.น.2, พ.ต.อ.ธิติพงษ์ สียา ผกก.สส.บก.น.9, พ.ต.อ.บวรภพ สุนทรเรขา ผกก.สน.พญาไท พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ห้วยขวาง, พ.ต.อ.กฤษฎางค์ จิตตรีพล ผกก.สน.บางซื่อ, พ.ต.อ.สุธิศักดิ์ พิริยะภิญโญ ผกก.สน.สุทธิสาร, พ.ต.อ.ชิศณุพงศ์ สุริยานนท์ ผกก.สน.พหลโยธิน และ พ.ต.อ.เลิศศักดิ์ เขียมทรัพย์ ผกก.สน.ท่าข้าม พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน บช.น. ร่วมกันสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจับกุม นายประเวช เลิศพึ่งดี อายุ 26 ปี ข้อหาวิ่งราวทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือเสื้อผ้า, รองเท้าแตะสีดำ, หมวกกันน็อก อาวุธปืน รถจักรยานยนต์ PCX สีน้ำเงิน ทะเบียน 6 กง 3407 กรุงเทพมหานคร (ใช้ในการก่อเหตุ) ไว้ของกลางประกอบคดี และนายศตวรรษ เชื่อมวิทย์ อายุ 28 ปี ข้อหา ร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะฯ และตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ, เสื้อผ้า, รองเท้าแตะสีแดง ของนายศตวรรษ ขณะจับกุม ส่วนรถจักรยานยนต์ PCX สีขาวแดง ทะเบียน 2 ขฆ 7405 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้ก่อเหตุ ตรวจยึดจากเจ้าของรถ ยืนยันว่านายศตวรรษ ยืมไปใช้ในการก่อเหตุ โดยเจ้าของยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดมาเพื่อใช้ประกอบในการดำเนินคดี
พล.ต.ท.สำราญ กล่าวว่าสืบเนื่องจากมีเหตุวิ่งราวทรัพย์ในพื้นที่ กทม. ซึ่งมีแผนประทุษกรรมเหมือนกันโดยผู้ก่อเหตุเป็นชาย 1-2 คน ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ PCX สีขาวแดงและน้ำเงิน ในห้วงปี 2565 ในเขตพื้นที่ บช.น. พบ 9 คดีที่เกี่ยวข้อง ต่อมา พล.ต.ต.นพศิลป์ สืบสวนทราบว่าผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุคือนายประเวช มีประวัติคดีวิ่งราวทรัพย์ 5 คดี คดีบุกรุกเคหสถานเวลากลางคืน 1 คดี คดีต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน (ยิงต่อสู้) 1 คดี จำคุกตั้งแต่ปี 2560 พ้นโทษเมื่อวันที่ 26 ม.ค.2564 ถูกจับกุมต่อเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2565 ในคดี พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ อยู่ระหว่างประกันตัว และติดกำไลข้อเท้าอีเอ็ม นายศตวรรษ มีประวัติวิ่งราวทรัพย์ จำคุกตั้งปี 2560 พ้นโทษเมื่อวันที่ 27 ม.ค.2564 ที่อยู่หลังปล่อยตัว คือ 449/58 บางคอแหลม กทม. ถูกจับกุมต่อเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2565 ในคดี พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ อยู่ระหว่างประกันตัว และติดกำไลข้อเท้าอีเอ็ม ทั้งสองคนปัจจุบันประกันตัวออกมาต่อสู้คดี และถูกศาลสั่งให้ติดกำไลข้อเท้าอีเอ็ม
พล.ต.ท.สำราญกล่าวอีกว่า ซึ่ง พล.ต.ต.นพศิลป์ พบข้อพิรุธเกี่ยวกับกรณีสัญญาณกำไลอีเอ็ม ประกอบกับทางการสืบสวนปรากฏจากลักษณะการแต่งกาย ยานพาหนะ และเส้นทางทั้งขามา และหลบหนี ของคนร้ายในคดีที่เกิดขึ้นนั้นบ่งชี้ว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนมีส่วนเกี่ยวข้อง จึงประชุมวางแผนการจับกุมและรวบรวมหลักฐานในการดำเนินคดี ระหว่างสถานีตำรวจพื้นที่เกิดเหตุ กก.สส.พื้นที่ และบก.สส. บช.น. เสนอพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อออกหมายจับคนร้ายทั้ง 2 คน ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ก.ค. จึงติดตามจับนายประเวช ได้ที่บ้านพัก ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ขณะจับกุมไม่ได้สวมใส่กำไลอีเอ็ม และตรวจค้นพบกำไลดังกล่าวอยู่ที่บ้านเลขที่ 226/2 ตรอกบางอุทิศ แขวงวัดพระยาไกร เขตบางคอแหลม กทม. ในลักษณะชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ จึงจับกุมพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร และนายศตวรรษ ได้ที่พักถนนพระราม 3 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม. แม้นายศตวรรษ จะมีคำสั่งศาลให้ติดกำไลอีเอ็มแต่สืบสวนพบว่านายศตวรรษ บางครั้งไม่ได้สวมใส่กำไลอีเอ็ม จึงจับกุมพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท
ผบช.น.กล่าวว่า พล.ต.ต.นพศิลป์ สอบสวนนายประเวช รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุที่ใช้รถจักรยานยนต์ PCX สีน้ำเงิน ส่วนนายศตวรรษฯไม่ขอให้การ และปฏิเสธเกี่ยวกับการกระทำผิด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบในคดีนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้ในการสอบสวนพิสูจน์ความผิดของนายประเวช และนายศตวรรษ ต่อไป สำหรับในการสืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ สืบสวนจากกล้องวงจรปิดเป็นกล้อง กรุงเทพมหานคร กว่า 100 ตัว กล้องเอกชนกว่า 50 ตัว และกล้องวงจรปิดตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนและการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ของ ผบ.ตร.ที่ติดตั้งบริเวณจุดเสี่ยงและจุดล่อแหลมกว่า 90 ตัว ในเส้นทางที่คนร้ายขับเข้ามาก่อเหตุ และหลบหนี 9 คดี ระยะทางกว่า 100 กม. ในพื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจ 15 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร

