‘จักกพันธุ์’ ตรวจโรงขยะอ่อนนุช ก่อนเดินเครื่องทดสอบระบบปลาย ก.ค. นี้ ย้ำให้ ปชช.มีส่วนร่วม
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เขตประเวศ กรุงเทพฯ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รองผู้ว่าฯ กทม.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ประแสง มงคลศิริ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกำจัดมูลฝอยชุมชน เพื่อผลิตพลังงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงงานนี้เริ่มดำเนินการในปี 2563 เกิดผลกระทบทางกลิ่น เพราะหลังคาโดม ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ที่ผ่านมาประชาชนร้องเรียนตั้งแต่ผู้ว่าฯ กทม.คนก่อน จนถึงเดือนมิถุนายน 2565 ทาง กทม.จึงมีคำสั่งหยุดขนขยะมาไว้ที่นี่ เพื่อแก้ปัญหา ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม ระงับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ขณะนี้หลังคาโดมเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ผศ.ดร.ประแสง กล่าวว่า จากปัญหาเรื่องกลิ่นขยะที่ประชาชนร้องเรียนกันมายาวนาน จึงมีการพูดคุยกับประชาชน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นต้องมีการลงทุนของภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเพิ่มมากขึ้น ได้มีการหารือในทางเทคนิคที่ต้องมาแก้ไข ซึ่งใช้เวลาพอสมควร ต่อมาถ้าจะมีการเปิดโรงงานอีกครั้ง ต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน มีการปรับปรุงนอกแบบเพิ่มเติม โดยนำเครื่องตรวจวัดมาตรฐานกลิ่นจาก สวทช. มาเป็นตัวกลางให้ทั้งประชาชน เอกชนคู่สัญญา ยอมรับมาตรฐานตรงกัน
นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า การกำจัดกลิ่นเบื้องต้น มีการติดตั้งสเปรย์น้ำ, เสริมรั้วกำแพงจาก 2 เมตร เป็น 4 เมตร, ปลูกต้นไม้รอบโรงงาน 3 แนว เป็นกันชนระหว่างโรงงานกับหมู่บ้าน นอกจากนี้ จะมีการติดตั้งเครื่องดูดอากาศ เครื่องกำจัดกลิ่น และเครื่องตรวจวัดกลิ่น ที่จะติดตั้งทั้งหมด 12 จุด รวมถึงติดตั้งในหมู่บ้านด้วย เพื่อให้ทราบว่าค่าของกลิ่นในชุมชนเกินค่าที่ควรต้องเฝ้าระวังหรือไม่ หลังจากระบบทุกอย่างเสร็จสิ้นต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เอามาพูดคุยว่าคิดอย่างไร รวมถึงในช่วงเดินระบบ ประชาชนสามารถสะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ตลอด เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข

นายจักกพันธุ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าโรงงานกำจัดมูลฝอยชุมชน เพื่อผลิตพลังงาน ต้องอยู่กับเราไปอีกนาน ปริมาณขยะของ กทม. มีมากกว่า 9,500-10,000 ตันต่อวัน เฉพาะที่อ่อนนุช 4,000 ตัน ที่หนองแขม 3,500 ตัน และที่สายไหม 3,000 ตัน ดังนั้นหากโรงงานใดมีปัญหาอาจทำให้ขยะตกค้างได้ จึงต้องรีบแก้ไขปัญหาที่กระทบกับประชาชนให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้สามารถกำจัดขยะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต คาดว่าช่วงปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้า จะมีการทดสอบระบบโดยประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าเป็นตัวเชื้อเพลิงขยะมูลฝอย (RDF) ใช้เวลา 1-2 วัน ส่วนระบบหมักก๊าซต้องใช้เวลาเกือบ 1 เดือน เพื่อให้ได้ก๊าซมีเทนที่มีประสิทธิภาพ

“การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเมื่อไหร่ประชาชนมีส่วนร่วม มั่นใจว่าประชาชนจะเชื่อมั่น กทม.มากขึ้น ทั้งการทำงานที่โปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล ขณะเดียวกัน กทม.ต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา อะไรที่ก่อให้เกิดปัญหา เราไม่ทำ หรือถ้าเกิดปัญหามาแล้ว เราต้องแก้ ซึ่งต้องบอกให้ประชาชนทราบได้ถึงขั้นตอนกระบวนการ ประชาชนสามารถมองเห็นชัดเจนถึงความตรงไปตรงมา ผมมั่นใจว่าถ้าทำแบบนี้ได้ กทม.จะมีการพัฒนามากกว่าในอดีต เมื่อประชาชนเข้ามาทำงานกับเราด้วย การทำงานจะเกิดประสิทธิภาพ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้น กทม.ให้บริการประชาชน ที่สำคัญประชาชนจะไว้ใจเรา สามารถร่วมมือกับ กทม.ทุกเรื่อง เพื่อเป็นการพัฒนากรุงเทพฯ ต่อไปในอนาคต” นายจักกพันธุ์กล่าว

