ชัชชาติ คุยแพทย์ ‘ขาดเหลือให้บอก’ ชูแซนด์บ็อกซ์ราชพิพัฒน์ ชี้ปัญหาสาธารณสุข ‘มีเยอะแต่ซ้ำ’

14.07.22 | 16:48 น.

ชัชชาติ ชูแซนด์บ็อกซ์ราชพิพัฒน์ ระบุทุกอย่างเป็นบทเรียนราคาแพง อย่ากลับไปเหมือนก่อนโควิด

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ที่โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ เขตบางแค กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ตรวจเยี่ยมให้กำลังบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในช่วงวันหยุดยาว พร้อมติดตามสถานการณ์โควิด-19 โดยมี นพ.ภูริทัต แสงพานิชกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ พร้อมทีมแพทย์และพยาบาลให้การต้อนรับและให้ข้อมูล

ในตอนหนึ่งนายชัชชาติ ได้เยี่ยมชมศูนย์วิทยุและหน่วยกู้ชีพ และคลินิกประกันสังคม พร้อมชูโมเดล Sandbox มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนระบบสาธารณสุข การจัดบริการปฐมภูมิ การส่งต่อ การดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง โดยประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเชื่อมโยงข้อมูลด้านบริการ การส่งต่อและการดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นระบบในพื้นที่พิเศษเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ คือ เขตบางแค เขตหนองแขม เขตทวีวัฒนา เขตตลิ่งชัน และเขตภาษีเจริญ (Sandbox area base) ให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงง่าย ทั่วถึง และครอบคลุมอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การดูแลรักษา ฟื้นฟู และดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดภาระของโรงพยาบาลใหญ่ๆ ได้ ประชาชนในทุกชุมชนจะได้รับการรักษาที่รวดเร็วมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกัน ส่งผลให้สุขภาพชุมชนดี

“คุณหมอบอกว่าระบบสาธารณสุขควรแบ่งเป็นโซนๆ ให้แต่ละโซนมีแซนด์บ็อกซ์ เอาแต่ละบทเรียนของแซนด์บ็อซ์มาสอนกัน เพราะปัญหาสาธารณสุขมีเยอะแต่ซ้ำ ถ้าโซน รพ.ราชพิพัฒน์แก้ปัญหาโดยใช้ Telemed ได้ ก็เอาคำตอบนี้ไปใช้กับศูนย์อื่นได้ แต่ถ้าทำโมเดลทั้งกรุงเทพฯ มีความเยอะและแก้ปัญหาลำบาก ต้องทำให้แต่ละโซนมีต้นแบบ พอเป็นรูปธรรมได้สามารถขยายไปยังโซนอื่นๆ สามารถลดขั้นตอนในการพัฒนาระบบ” นายชัชชาติกล่าว

Advertisement

 

นายชัชชาติกล่าวว่า วัตถุประสงค์ของระบบนี้ คือเน้นความเข้มแข็งของระบบปฐมภูมิ ทำให้ระบบเส้นเลือดฝอยกระจายไปทั่ว และประชาชนสามารถเข้าถึงการสาธารณสุขได้ง่าย ซึ่งระบบปฐมภูมิจะมีความเข้มแข็งยกตัวอย่าง เช่น โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกอบอุ่นมี Telemedicine คือ การให้บริการด้านสาธารณสุขกับประชาชน โดยบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านทางเทคโนโลยีและการสื่อสารแบบ Video conference เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรค โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ ซึ่งในภาษาไทยจะเรียกว่า โทรเวชกรรม หรือระบบแพทย์ทางไกล คนไข้ไม่ต้องเดินทางจากคลินิกอบอุ่นไปโรงพยาบาล สามารถคุยกันผ่าน Telemedicine ได้ ซึ่งเริ่มทำแล้วตอนนี้ นอกจากนี้ ยังมีรถ Telemedicine สำหรับตรวจสุขภาพ เข้าไปยังชุมชนที่อาจจะเข้าถึงยาก หรือมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมากที่เดินทางลำบาก

“หน้าที่ผมคือเตรียมทรัพยากรให้คุณหมอ ขาดเหลืออะไรก็ต้องบอกเลย เราก็อุ่นใจที่มีทีมงานเข้าใจระบบ และทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขอื่นได้ เป็นแม่งานในการจ่ายยา ต้องคุย ต้องแบ่งงานกัน อย่างวันหยุดหมอก็ไม่ได้หยุดหรอก 5 วัน สิ่งสำคัญคือต้องเอาบทเรียนมาพัฒนา อย่าให้ทุกอย่างกลับไปเหมือนก่อนโควิด ทุกอย่างเป็นบทเรียนราคาแพง ต้องปรับปรุงระบบของ กทม. ให้ดี โรคอุบัติใหม่มันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นเราต้องรับมือ และนำมาเป็นบทเรียน” ผู้ว่าฯกทม.กล่าว