สธ.เผยงานวิจัยกัญชา 60 เรื่อง สำเร็จใน 3 ปี เล็งศึกษาต่อยอดรักษามะเร็ง-นอนไม่หลับ

18.07.22 | 16:17 น.

สธ.เผยงานวิจัยกัญชา 60 เรื่อง สำเร็จใน 3 ปี เล็งศึกษาต่อยอดรักษามะเร็ง-นอนไม่หลับ-สุขภาพจิต มุ่งเป้าเมดิคัล ฮับ

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม  นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันกัญชาทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากการรวบรวมผลงานวิจัยกัญชาทางการแพทย์ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภายใน สธ. ทั้ง กรมวิชาการ โรงพยาบาล (รพ.) ในสังกัด สธ. องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ตั้งแต่มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ในปี 2562 พบว่ามีงานวิจัยทั้งสิ้น 60 ฉบับ โดยเป็นการศึกษาด้านการนำไปใช้ประโยชน์สูงสุด 31 ฉบับ ร้อยละ 55 รองลงมา เป็นการศึกษาผลกระทบเชิงนโยบายและการออกแบบระบบ 14 ฉบับ ร้อยละ 23.34 การศึกษาสายพันธุ์และการปลูกที่มีประสิทธิภาพ 8 ฉบับ ร้อยละ 13.33 และน้อยที่สุดเป็นเรื่องการพัฒนาสูตรตำรับและผลิต 5 ฉบับ ร้อยละ 8.33

ผู้อำนวยการสถาบันกัญชาฯ กล่าวว่า เมื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ทำให้เห็นแนวทางของการศึกษาวิจัยต่อยอดใน 3 กลุ่มโรคหรืออาการ ได้แก่ มะเร็ง นอนไม่หลับ และปัญหาสุขภาพจิตที่การรักษาด้วยวิธีมาตรฐานไม่ได้ผล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการวิจัยทั่วโลก

Advertisement

“ในส่วนของมะเร็งนั้น แม้ยังไม่มีงานวิจัยที่ชัดเจนว่ายากัญชารักษามะเร็งได้ แต่จากการการทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดกัญชาของกรมการแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า สารสกัดที่มีความเข้มข้นของ THC และ CBD ที่แตกต่างกัน สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง โดยที่กรมการแพทย์กำลังวางแผนวิจัยเพิ่มเติม” นพ.กิตติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม นพ.กิตติ กล่าวว่า จากงานวิจัยหลายชิ้นที่ดำเนินการโดยกรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และ รพ.ในสังกัด สธ. หลายแห่ง ให้ผลที่ตรงกัน คือ ยากัญชาช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย ซึ่งการวิจัยเหล่านี้เป็นหลักฐานสนับสนุนให้มีการคัดเลือกยากัญชาทั้ง 2 ตำรับ คือ THC เด่น และ THC:CBD (1:1) เข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ ส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้มากขึ้น ในประเด็นเรื่องบรรเทาอาการนอนไม่หลับนั้น พบว่า ยาแผนไทยหลายตำรับ ทั้งยาศุขไสยาศน์ ยาน้ำมันกัญชาอาจารย์เดชา และยาน้ำมันกัญชาทั้ง 5 มีประสิทธิผลในการบรรเทาอาการนอนไม่หลับ

“ปัจจุบัน กรมการแพทย์แผนไทยฯ และ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กำลังศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของแต่ละตำรับว่ามีกลไกการออกฤทธิ์ที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เพื่อทำให้เข้าใจและใช้ยาได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถใช้เพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบันได้อย่างปลอดภัย สุดท้ายในกลุ่มโรคทางจิตเวช ที่หลายโรคยังตอบสนองต่อการรักษามาตรฐานได้ไม่ดีนัก กรมสุขภาพจิตก็ได้ตั้งเป้าวิจัยเพื่อหาทางเลือกใหม่ที่ปลอดภัย เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ” นพ.กิตติ กล่าวและว่า ทั้งนี้ งานวิจัยของ สธ.เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ผู้สั่งใช้ยาและประชาชนเกิดความมั่นใจ จากรายงานการตรวจราชการพบว่า ในปี 2565 ไตรมาสที่ 3 จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากัญชาทางการแพทย์เพิ่มขึ้นมากกว่า ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปี 2664 เมื่อผู้ป่วยต้องการยามากขึ้นก็ส่งผลให้มีภาคเอกชนเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้น

นพ.กิตติ กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รายงานว่า มีผู้ประกอบการที่เข้ามาในตลาดจำนวนมาก ถึงแม้ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรกลุ่มรักษาโรคยังมีน้อยเมื่อเทียบกับอาหารและเครื่องสำอาง แต่ก็มีผู้สนใจสอบถามแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขึ้นทะเบียนมาเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น ข้อมูลจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ก็พบว่า ยังมีภาคเอกชนที่สนใจต่อยอดการให้บริการในโรคที่การรักษามาตรฐานยังไม่ได้ผลดีให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

“ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเมดิคัล ฮับ ของรัฐบาล เพื่อเร่งหารายได้เข้าประเทศ นอกจากการเปิดปลายทางของห่วงโซ่ให้ชัดเจน สธ.ยังให้ความสำคัญกับการติดตามและกำกับผลกระทบจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งรับผิดชอบหลักโดย อย. รวมถึงการพัฒนาต้นทางโดยกรมวิทยาศาสตร์ฯ และกรมการแพทย์แผนไทยฯ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์กัญชาไทย การศึกษาการปลูกที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และในปัจจุบันกำลังศึกษาสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับ 3 โรค รวมถึงอาการที่กระทรวงกำลังให้ความสนใจ การวิจัยหลังจากนี้ น่าจะดำเนินการได้เร็วขึ้น เพราะเริ่มเห็นกลุ่มโรคที่ได้ผลดีชัดเจนแล้ว ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศ ก็เริ่มผ่อนคลาย บุคลากรจะได้ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาวิจัยมากขึ้น” นพ.กิตติ กล่าว