กรมควบคุมโรคเผยสั่งจองวัคซีนฝีดาษลิงแล้ว รอประเมิน 3 ปัจจัยก่อนฉีดให้กลุ่มเสี่ยงก่อน เหตุผลข้างเคียงเยอะ
เวลา 11.00 น. วันนี้ (22 กรกฎาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงวัคซีนโรคฝีดาษลิง (Monkeypox Vaccine) ว่า สำหรับโรคฝีดาษลิง ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีข้อสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยเฉพาะตุ่มหนองมีจำนวนไวรัสมาก ฉะนั้น การติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจไม่ใช่ลักษณะเด่นของโรคนี้ อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกมีคำแนะนำออกมาเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 65 ว่า ให้มีการประเมินความเสี่ยงจากกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มที่เสี่ยงสูง ทางประเทศไทยจึงประกาศให้ 1.ผู้ที่สงสัยเข้าข่าย เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ 2.ให้สถานพยาบาลทุกแห่งรวบรวมข้อมูลทางคลินิกทั้งผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยสงสัย ส่งไปยังองค์การอนามัยโลกเพื่อประเมินสถานการณ์ 3.จัดระบบคัดกรองในสถานพยาบาลทุกแห่ง คลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อตรวจผู้ป่วยที่สงสัย และสอบสวนควบคุมโรค มีมาตรการแยกกักหรือกักตัวแล้วแต่กรณีในระยะฟักตัว 21 วัน หรือ 3 สัปดาห์
เมื่อถามว่ามีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิงในไทยหรือไม่ นพ.โอภาสกล่าวว่า โรคนี้ใช้การรักษาตามอาการ ตุ่มดูน่ากลัว แต่ความรุนแรงโรคไม่มากนัก ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสโดยตรง ส่วนวัคซีนป้องกันมีการผลิตมาแล้วเตรียมใช้มีหลายบริษัท กรมควบคุมโรคได้สั่งจองไปเบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้ วัคซีนโรคฝีดาษ (Smallpox vaccine) ที่องค์การเภสัชกรรมมีอยู่นั้น คาดว่านำมาใช้ได้ แต่ต้องดูข้อบ่งชี้ คือ 1.ประสิทธิภาพ 2.ผลข้างเคียง และ 3.ประเมินสถานการณ์ระบาด แต่ภาพรวมขณะนี้อาจยังไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนในวงกว้าง แต่อาจจำเป็นในกลุ่มเฉพาะ เช่น เจ้าหน้าที่ห้องแล็บที่สัมผัสเชื้อ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ต้องดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะพบว่ามีข้อมูลผลข้างเคียง เราต้องชั่งผลดีและผลเสีย

