เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน น.ส.ตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังไปตรวจเยี่ยมการอนุรักษ์ต้นมะขามบริเวณท้องสนามหลวงที่ประสบปัญหาน้ำขังโคนต้น ว่า เพื่อเป็นการอนุรักษ์ต้นมะขามซึ่งมีอายุเกือบ 100 ปี ไม่ให้ล้มตาย ซึ่งปัจจุบันบริเวณรอบท้องสนามหลวงมีต้นมะขาม จำนวน 783 ต้น ในช่วงแรกสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.จะทำการอนุรักษ์ต้นมะขามที่ถูกน้ำท่วมขังโคนต้น จำนวน 200 ต้น ซึ่งมาตรการในการดูแลบำรุงรักษาต้นมะขามรอบสนามหลวงแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 นำท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว ยาว 50 เซนติเมตร เจาะรูตลอดแนวยาวประมาณ 5-6 แนว ฝังลงไปรอบโคนต้นมะขามต้นละ 4-6 ท่อ

“วิธีนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1.เพื่อช่วยระบายน้ำส่วนเกินออกจากบริเวณโคนต้นมะขาม โดยน้ำส่วนเกินนี้จะไหลผ่านรูที่เจาะมารวมในท่อ จากนั้นจะใช้กระบอกสูบสูบน้ำออกทิ้ง 2.เพื่อช่วยให้อากาศไหลเวียนบริเวณรากต้นมะขาม ช่วยให้รากมีอากาศหายใจเพราะรากต้นไม้ต้องการออกซิเจนไปใช้ในการหายใจเพื่อเปลี่ยนสารอาหารไปเป็นพลังงานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพของต้นไม้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางสรีระวิทยาของต้นไม้ อีกประการหนึ่งออกซิเจนในดินมีประโยชน์ในการช่วยให้จุลินทรีย์ใต้ดินที่มีประโยชน์ต่อต้นไม้ได้ดำรงชีพเจริญเติบโตสำหรับช่วยในการย่อยสลายแร่ธาตุซึ่งเป็นอาหารที่จำเป็นต่อต้นไม้ ดังนั้นการขาดออกซิเจนจึงเป็นอันตรายต่อพืชมากที่สุด ทั้งนี้เหตุที่ตัดท่อพีวีซียาว 50 เซนติเมตร เพราะรากไม้ยืนต้นจะหนาแน่นในระดับความลึกไม่เกิน 100 เซนติเมตร และจะหนาแน่นมากที่สุดในระยะลึกประมาณ 20-50 เซนติเมตร จากผิวดิน” น.ส.ตรีดาว กล่าวและว่า ระยะที่ 2 หลังฤดูฝน ดินจะเริ่มแห้งตัว จะเอากระสอบทรายที่วางทับบนผิวดินบริเวณโคนต้นมะขามออก แล้วจะปูผิวด้วยอิฐมวลเบาชนิด “เคิร์บบล็อก” (curb block) มาปูแทน เพื่อช่วยให้อากาศไหลเวียนสู่รากได้ดีขึ้น และระยะที่ 3 จะนำต้นกล้ามะขามที่เพาะจากเมล็ดที่มีอายุประมาณ 1 ปี นำมาทำการทาบกับต้นมะขามที่จะอนุรักษ์ แล้วปลูกลงดินบริเวณโคนต้นมะขามที่ต้องการอนุรักษ์ เพื่อให้รากของต้นมะขามใหม่นี้พยุงต้นมะขามเดิมไว้ต่อไป วิธีการนี้ เรียกว่า วิธีการ pop up ต้นไม้ โดยขณะนี้สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.ได้ดำเนินการอนุรักษ์ต้นมะขามที่ประสบปัญหาไปแล้ว 80 ต้น คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้ง 200 ต้นภายใน 2 สัปดาห์

