‘อนุทิน’ สั่งจับตาฝีดาษลิงผู้เดินทางเข้าไทย ถกยกระดับโรคติดต่อร้ายแรงเท่าโควิด
เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 24 กรกฎาคม ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. เรียกประชุมด่วนคณะผู้บริหาร สธ. เตรียมแนวทางรับมือโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkeypox) โดยมี นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาและผู้บริหารระดับสูง สธ.เข้าร่วม
นอกจากนี้ ยังมี นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ภูเก็ต นพ.สสจ.สระแก้ว และ นพ.สสจ.สมุทรปราการ เข้าร่วมเข้าประชุมผ่านระบบวิดีโอทางไกล ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
ต่อมาเวลา 11.30 น. นายอนุทินกล่าวว่า หลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของไวรัสฝีดาษลิง เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) สธ.ได้เรียกประชุมทันที เพื่อเตรียมแนวทางตอบสนองต่อสถานการณ์ ทั้งด้านการเฝ้าระวังโรค การป้องกันและการดูแลรักษา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเฝ้าระวังติดตามไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อชาวไนจีเรีย ซึ่งปัจจุบันได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้ว โดยข้อมูลผู้ป่วยรายแรกของไทยชาวไนจีเรีย ขณะนี้อยู่ในการดูแลของสาธารณสุขประเทศกัมพูชาแล้ว รวมถึงได้ตรวจสอบผู้สัมผัสใกล้ชิดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่พบผู้ใดที่ติดเชื้อ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย จึงได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคทั่วประเทศประสานงานกับสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้เพิ่มความระมัดระวังบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นพิเศษ ซึ่งประเทศไทยมีพื้นฐานของระบบเฝ้าระวังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่แล้ว ยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ
“ขณะนี้ได้สั่งการด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ ประสานไปยังสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในกลุ่มผู้เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงตามที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีการระบาด หรือพบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการคัดกรองที่สนามบิน ดูจากอาการทางคลินิกเบื้องต้น เช่น ตุ่มผื่นที่ขึ้นตามร่างกาย โดยใช้ระบบเฝ้าระวังจากโรคโควิด-19” นายอนุทินกล่าว
รัฐมนตรีว่าการ สธ.กล่าวว่า ส่วนความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขนั้น สธ.ได้ยกระดับการเฝ้าระวังจากศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข หรืออีโอซี (EOC) กรมควบคุมโรค เป็นศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (EOC) สธ. ซึ่งจะทำให้การสั่งการเฝ้าระวังมีความครอบคลุมทั่วประเทศ
“สำหรับวัคซีนโรคฝีดาษคน (Smallpox Vaccine) ที่องค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้เก็บรักษาไว้ตามมาตรฐานเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้นำมาทดสอบพบว่ายังมีคุณภาพดี หากมีความจำเป็นสามารถนำมาใช้ได้ ส่วนด้านการรักษาพยาบาลนั้น กรมการแพทย์ยืนยันว่า โรคฝีดาษลิงสามารถใช้ยารักษาตามอาการและเฉพาะโรคได้ โรคนี้มียารักษาเฉพาะ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะหายได้เอง จึงใช้การรักษาตามอาการ ซึ่งสถานพยาบาลทุกแห่งสามารถให้การดูแลได้ ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องความดันลบ โดยวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ คณะกรรมการวิชาการฯ ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์และสาธารณสุข จะมีการประชุมหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคตามแนวทางคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกต่อไป” นายอนุทินกล่าว และว่า ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง ติดต่อกันได้ยากกว่าโรคโควิด-19 ส่วนใหญ่ติดเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคฝีดาษลิง ซึ่งมีตุ่มน้ำใส หรือตุ่มหนองที่ผิวหนังตามตัว รวมทั้งการสัมผัสเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งวิธีป้องกันโรคโควิด-19 ที่ทุกคนปฏิบัติอยู่ คือ เว้นระยะห่าง ล้างมือ หลีกเลี่ยงไปในสถานที่แออัด ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดโรคได้ส่วนหนึ่ง
ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมการแพทย์ด้านภาวะฉุกเฉิน เป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจน เพื่อการสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน
“ต้องเฝ้าระวังการสัมผัสผู้ป่วยลักษณะคล้ายกับโรคเอดส์ หากมีพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง ก็เป็นความเสี่ยง ซึ่งหากป้องกันเหมือนโรคเอดส์ได้ ก็จะลดความเสี่ยงได้” นายอนุทินกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงมาตรการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง หลบหนีออกจากการรักษาอีก นายอนุทินกล่าวว่า จากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศยกระดับเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ ก็ได้กำชับไปยังสถานพยาบาล ว่าเมื่อรับผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยโรคยืนยัน ก็จะต้องขอกักตัวไว้ เพื่อรักษาและดำเนินการสอบสวนโรค
เมื่อถามว่า จำเป็นต้องจำกัดการเดินทางเข้าไทยในบางประเทศหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น
เมื่อถามต่อว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการยกระดับจากโรคติดต่อเฝ้าระวังเป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวย้ำว่า วันที่ 25 กรกฎาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการวิชาการ ที่ประกอบด้วยอาจารย์ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์มาหารือมาตรการ หรือจะประกาศระดับเฝ้าระวังโรคฝีดาษลิงอย่างไร ซึ่งเป็นไปตามระบบสาธารณสุขของไทย
ด้าน นพ.ธเรศกล่าวว่า ล่าสุด สบส.ได้ประสานไปยังโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนให้เฝ้าระวังผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยเป็นโรคฝีดาษลิงด้วย เพราะที่ผ่านมา พบผู้เข้าข่ายสงสัยเป็นกลุ่มที่เดินทางจากต่างประเทศ ซึ่งคัดกรองมาแล้ว 18 ราย และเพิ่งพบชายชาวไนจีเรียรายแรก
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกัน กรมควบคุมโรคจะประสานข้อมูลร่วมกับสาธารณสุขกัมพูชา ประชุมหารือสอบสวนโรคผู้ป่วยชายชาวไนจีเรีย ที่หลบหนีจากประเทศไทยไปประเทศกัมพูชาด้วย


