กรมการแพทย์ เร่งทำแนวทางรักษา ‘ฝีดาษลิง’ เสนออีโอซี สธ. ชี้ ไวรัสกลุ่มเดียวกับไข้ทรพิษแต่เบากว่ามาก

28.07.22 | 11:25 น.

กรมการแพทย์ เร่งทำแนวทางรักษา ‘ฝีดาษลิง’ เสนออีโอซี สธ. ชี้ ไวรัสกลุ่มเดียวกับไข้ทรพิษแต่เบากว่ามาก

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงแนวทางการดูแลรักษาโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง (Monkey pox) ที่ล่าสุดมีการประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดทำคู่มือให้โรงพยาบาล (รพ.) และคลินิก ทั่วประเทศ ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน ว่า ด้วยโรคฝีดาษลิง ถ้าเกิดการป่วยติดเชื้อ โดยตัวโรคจะสามารถหายได้เอง แต่จะต้องมาดูแลพิเศษในกลุ่มที่มีความเสี่ยงว่าจะมีอาการรุนแรง เพราะโรคนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค จะใช้วิธีการรักษาตามอาการ กรมการแพทย์จึงได้ร่วมกับ รพ. คลินิกโรคผิวหนัง หารือถึงแนวทางการรักษาพยาบาลโรคฝีดาษลิง เมื่อวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2565 ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้วและอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอในที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน หรืออีโอซี (EOC) ระดับกระทรวง เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคมนี้


พญ.นฤมล กล่าวว่า สำหรับโรคฝีดาษลิง เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเดียวกับโรคไข้ทรพิษ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่ากันมากๆ หากเทียบข้อมูล คือ ไข้ทรพิษทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วย ส่วนฝีดาษลิง ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่รายงานในปีนี้ พบว่ามีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 0.007 โดยขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย จากผู้ป่วย 1.6 หมื่นราย ดังนั้น จะเห็นความแตกต่างของอัตราเสียชีวิตชัดเจน

“อย่างไรก็ตาม การที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC) เพราะมีการติดต่อข้ามทวีป ซึ่งพบการระบาดเกิดขึ้น ขณะนี้เราติดตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ถึงผู้เสียชีวิต 5 ราย ว่า มีปัจจัยเสี่ยงใดบ้าง แต่เบื้องต้นเราต้องดูแลในกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง คือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน” พญ.นฤมล กล่าว

พญ.นฤมล กล่าวว่า ขณะนี้มีข้อมูลเผยแพร่ว่าโรคฝีดาษลิงเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านการสัมผัสเชื้อจากตุ่มหนอง สะเก็ดแผลของผู้ป่วย แต่ถ้าใกล้ชิดมากๆ เช่น กินข้าวหรืออยู่บ้าน นอนด้วยกัน ก็อาจติดต่อทางฝอยละอองได้ การรับเชื้อไวรัสกรณีผู้ที่ไม่มีบาดแผลที่ผิวหนังเลย เชื้อจะเข้าได้จากการสัมผัสด้วยมือ แล้วไม่ได้ล้างให้สะอาด เชื้ออาจก่อให้เกิดตุ่มหนองในคอ ในปาก ได้ หรือเข้าทางเยื่อบุตา

Advertisement

“อย่างไรก็ตาม ไวรัสของโรคฝีดาษลิงมีเปลือกหุ้มอยู่ โดยธรรมชาติก็จะเป็นไวรัสที่ไม่แข็งแรง โดนน้ำสบู่ล้างก็ตายหมด แต่เชื้อจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมนานหรือไม่นั้นยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ จริงๆ แล้วไวรัสตัวนี้ ไม่ได้ติดง่าย แต่ก็ไม่ยาก หากเราใกล้ชิดคนที่ป่วยก็มีโอกาส แต่ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ ป้องกันตัวเอง สวมหน้ากากอนามัยไว้ เชื้อก็จะไม่เข้ามา” พญ.นฤมล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงความสามารถในการแพร่เชื้อ หรือ R0 ของโรคฝีดาษลิง พญ.นฤมล กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ถือเป็นโรคใหม่ของทวีปยุโรป ของประเทศไทย แต่เป็นโรคที่ระบาดในทวีปแอฟริกามานานแล้ว

“ฉะนั้น บ้านเราจะมีองค์ความรู้โรคฝีดาษลิงน้อย แต่เราติดตามข้อมูลอยู่ตลอด อย่างไรก็ตาม ที่มีการระบาดออกจากแอฟริกา เพราะเชื้อมากับคน ซึ่งระยะฟักตัวของโรคขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละคน โดยทั่วไปที่รับเชื้อมาเยอะ ระยะฟักตัวอย่างเร็วที่สุดจะอยู่ที่ 21 วัน แต่บางรายก็มีระยะฟักตัวนานกว่านั้น” พญ.นฤมล กล่าว

เมื่อถามว่า ภูมิคุ้มกันแต่ละคนส่งผลต่อการแสดงอาการทางคลินิกหรือไม่ พญ.นฤมล กล่าวว่า ถูกต้อง โดยภูมิคุ้มกัน เกิดจากการฉีดวัคซีน ในคนไทยที่อายุมากกว่า 40 ปีจะได้รับการปลูกฝีดาษแล้ว ซึ่งภูมิคุ้มกันนี้ป้องกันการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 80 แต่ในเด็กที่มีรายงานข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกก็พบน้อยเช่นกัน

“แต่ถ้าคนที่ได้รับการปลูกฝีดาษแล้ว เกิดกินยากดภูมิคุ้มกันอยู่ แล้วติดเชื้อ ก็อาจมีอาการรุนแรงได้ ส่วนอาการแทรกซ้อนของโรค ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และโรคประจำตัว” พญ.นฤมล กล่าวและว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือ การคัดกรองผู้ป่วยที่ด่านระหว่างประเทศ ที่กรมควบคุมโรคเตรียมความพร้อมอยู่ ส่วนด้านการรักษา กรมการแพทย์จะเน้นการรักษาตามอาการ เช่น มีไข้ ให้ยาลดไข้ ส่วนยารักษาเฉพาะ มีการศึกษาในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียารักษาเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงสามารถหายได้ด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยใช้เวลาราว 4 สัปดาห์