วันนี้ 4 พ.ย. 59 เวลา 10.00 น. พ.อ.กฤษดา นิยมวิทย์ ผอ.กอ.รมน.เป็นตัวแทนนาย สฤษดิ์ วิฑูรย์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เดินทางเข้าตรวจสอบแบบติดตามการรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิที่โรงสีข้าวไทยเพิ่มพูนร้อยเอ็ด ของนางจวงจิรา สุริยวนากุล ประธานชมรมโรงสีข้าวจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ ต.เหนือเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งนำโรงสีข้าวเอกชนในชมรมเข้าร่วมโครงการ 16 โรงพร้อมกับโรงสีข้าวของสหกรณ์การเกษตรอีก 5 โรง รวม 21 โรง เข้าร่วมโครงการรับซื้อข้าวเปลือกพยุงราคาช่วยเหลือชาวนาแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยกำหนดให้ซื้อข้าวค่าความชื้นมาตรฐานกระทรวงพานิชย์ไม่เกิน 30 % ในราคาที่กำหนดให้รับซื้อ กก.ละ 7 บาท
ปรากฎว่าจากการตรวจสอบพบว่ามีชาวนาจำนวนมากมาขายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันกันคึกคัก ในขณะที่ทางโรงสีซึ่งรับซื้อข้าวตามราคาที่กำหนดและค่อนข้างสูงกว่าจังหวัดอื่น จึงมีการใช้เครื่องมือมาตรฐานตรวจวัดความชื้นรวมทั้งใช้อุปกรณ์ด้านเคมีเพื่อการตรวจสอบการปลอมปนอย่างเข้มงวดก่อนที่จะรับซื้อข้าวชาวนาตามราคาที่กำหนด โดยหากพบว่าไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ก็จะซื้อต่ำลงตามคุณภาพข้าว
นายพิชิต สุริยวนากุล เจ้าของโรงสี เผยว่า เพราะเราซื้อข้าวในราคาสุงกว่าจังหวัดอื่น จึงต้องเข้มงวดโดยต่างคนต่างไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน โดยทุกโรงสีของชมรมก็ซื้อตามราคาที่กำหนดคือความชื้นตามเกณฑ์และตามราคาที่กำหนด ตั้งแต่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.59 ที่ผ่าน รับซื้อข้าวได้แล้ว 4,000-5,000 ตัน และรวมทั้งโรงสีที่ร่วมโครงการอีก 16 แห่ง ที่รับซื้อข้าวช่วยชาวนาไปแล้วรวมกว่า 50,000 ตัน ซึ่งนับว่าช่วยบรรเทาลดภาระการขาดทุนจากการผลิตในสภาวะต้นทุนสูงของชาวนา ซึ่งปริมาณการรับซื้อแต่ละวันสามารถรับซื้อสูงสุดที่ 500-1,000 ตันต่อวัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาอย่างเต็มกำลังความสามารถและเพื่อให้ชาวนาได้ลดภาระหนี้สินลงไปได้ไม่มากก็น้อย
นายพิชิต สุริยวนากุล เจ้าของโรงสี กล่าวถึงประเด็นสมาคมโรงสีประกาศยุติบทบาทตนเอง กรณีที่ถูกมองว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังไม่น่เชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะปัญหาข้าวนั้นซับซ้อน ต้องฟังหูไว้หู ใครพูดต้องฟังให้รอบด้าน เรื่องของคนหมู่มากต่างคนต่างพูด เอามาประมวลผล ให้สังคมมองให้กว้างและเปิดโอกาสให้บ้าง ต้องดูว่าใครมีเจตนายังไงบ้าง แต่การซื้อขายข้าวอย่างโปร่งใส ก็ยึดแป็นแนวทาง ที่ต้องใหชาวนาเชื่อถือโรงสี มากกว่าอย่างอื่น และกระบวนการข้าวยังไงก็หนีไม่พ้นจากการเมือง โรงสีกะการเมืองไม่ว่าเมื่อไร ก็ต้องเกี่ยวพันกัน และก็แยกกันไม่ออกอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่าการรับซื้อข้าวก็เป็นไปตามกลไกทางตลาด ถ้าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้องกับโงสีและข้าวมากเกินไป สังคมก็ไม่ไม่ได้
ส่วนกรณีที่ร้อยเอ็ด มีการกำหนดให้ช่วยซื้อราคาข้าวที่สูงขึ้น เพื่อช่วยชาวนายอมรับว่ากดดันฝนการที่ต้องเข้าไปให้ความร่วมมือ ที่ทำก็ต้องเห็นใจชาวนาด้วย แต่การซื้อราคาสูงก็เป็นปัญหาข้าวก็ไหลมามาก ก็ต้องมีการจัดการที่ที่ดี แต่อีกทางหนึ่งที่จะช่วยชาวนา น่าจะไม่ใช่การมากำหนดราคาที่โรงสี แต่ต้องแก้ที่การบริหารชาวนาให้ลดต้นทุนด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ชาวนาขายข้าวได้กำไรด้วย เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาที่ตามมาคือการชุมนุมประท้วง ซึ่วจะยิ่งเป็นปัญหา ดังัน้นการแก้ปัญหาก็ต้องแก้ให้ถูกจุดด้วย ไม่ใช่มากำหนดแต่ราคาที่จะช่วยชาวนาแล้วมากำหรนดให้โรงสีซื้อ เพราะตอนนนี้แม้จะช่วยซื้อ 7 บาท ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวนาจะคุ้มทุน หรือชาวนาจะอยู่ได้

