จับอดีตทหารใช้เอกสารปลอมเช่ารถหรูไปขายเจ้าของเสียหายกว่า 76 ล.

30.07.22 | 17:31 น.

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปอศ. พ.ต.ท.สุรเชษฐ์ เดชะพันธ์ รอง ผกก.3 บก.ป. ร่วมแถลงจับกุม นายเจษฎา หรือนายกฤชนนท อายุ 26 ปี อดีตทหารยศสิบเอก ผู้ต้องหาใช้เอกสารปลอมตระเวนเช่ารถยนต์ก่อนนำไปขายต่อ เสียหายกว่า 91 ล้านบาท

พ.ต.อ.วีระพงษ์กล่าวว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นกลางปี 2563 ผู้ต้องหาเป็นทหาร หลอกให้เพื่อนร่วมงานมาลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนร้อยละ 6 ต่อเดือน มีผู้หลงเชื่อกว่า 50 คน แจ้งความแล้ว 21 คน ความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท โดยวิธีการหลอกลวงเหมือนเดิม เมื่อหมุนเวียนเงินไม่ทันก็จะหลบหนี พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายจนขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในความผิดฐานฉ้อโกงและกู้ยืมเงินเพื่อการฉ้อโกง


พ.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า มีผู้เสียหายเป็นเจ้าของเต็นท์รถยนต์ 3 ราย มาแจ้งความว่าถูกผู้ต้องหาใช้เอกสารปลอมมาเช่ารถก่อนนำไปขายต่อ พบว่าเช่ารถ รวม 12 คัน มูลค่าความเสียหายกว่า 76 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาจะสืบหาว่ารถยนต์คันที่เช่าเป็นของบุคคลใด จากนั้นจะพาคนที่มีเครดิตมาเช่ารถยนต์ตามเต็นท์รถต่างๆ โดยจะปลอมบัตรประชาชน ใช้ใบหน้าของตัวเองใส่ในบัตร และเปลี่ยนชื่อเป็นเจ้าของรถก่อนไปขายให้กับเต็นท์ โดยที่จะเลือกรถยนต์หรูที่มีราคาสูง เมื่อได้เงินมาแล้วบางส่วนก็จะนำไปหมุนเวียนจ่ายให้กับบุคคลที่มาร่วมลงทุน เพื่อที่จะให้ไปบอกต่อให้มาร่วมลงทุนและหลอกลวงกันต่อเนื่อง เบื้องต้นพบมีผู้ร่วมขบวนการคือคนที่พามาเช่ารถ และกำลังสืบสวนต่อว่ามีผู้ใดร่วมขบวนการเพิ่มเติมหรือไม่ แต่ก็พบว่าผู้ต้องหาจะตามหาลูกค้ารายใหม่ไปเรื่อยๆ

พล.ต.ท.จิรภพเปิดเผยว่า ติดตามรถยนต์ของกลางมาได้แล้ว 9 คัน พบว่าผู้ต้องหามีวิธีการเช็กเจ้าของรถยนต์ และทำเอกสารปลอมประมาณ 30 นาที ก่อนไปก่อเหตุ และหากเต็นท์รถไหนไม่รับซื้อรถก็จะเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ตามกฎหมายการซื้อขายรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงก็ต้องมีเอกสารครบ ทั้งรูปเล่มและเอกสารการครอบครองรถยนต์ ต้องไปตรวจสอบว่าเต็นท์รถไหนมีการซื้อขายอย่างถูกต้องหรือไม่ หากผิดก็จะเข้าข่ายรับของโจร หากเจ้าของรถตัวจริงมาติดตามรถยนต์คืน หากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องไปฟ้องร้องกันที่ศาล เชื่อว่าบางส่วนถูกนำไปขายในตลาดมืด ราคาคันละไม่ต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท ซึ่ง 12 คัน ที่พบว่าถูกนำไปขายมูลค่ารวมกว่า 76 ล้านบาท พบเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้ต้องหามากกว่า 200 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชี เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่านำไปใช้จ่ายและบางส่วนนำไปจ่ายค่าตอบแทนให้กับกลุ่มทุน ส่วนคดีที่พ่อผู้ต้องหาลักพาตัวออกมาจากเรือนจำในค่ายทหารที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นคดีฉ้อโกงเงินของทางราชการที่เกิดขึ้นในค่ายทหาร ถูกดำเนินคดีไปแล้ว แต่ยังไม่พบว่าพ่อผู้ต้องหามีความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุฉ้อโกง

ด้านผู้เสียหายเจ้าของบริษัทรถเช่าเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาผู้ต้องหาเคยเช่ารถและคืนตามปกติเป็นเวลากว่า 2 ปี จนมีความเชื่อใจกัน แต่ระยะหลังเริ่มไม่ยอมคืนรถให้ง่ายๆ ซึ่งในส่วนบริษัทมีรถประมาณ 10 คัน ที่เคยหมุนเวียนให้เช่าอยู่ ซึ่งผู้ต้องหานำไปจำนำต่อให้กับเต็นท์รถและพยายามตามรถคืนมาได้เกือบครบ เหลืออีก 2 คันที่ยังตามคืนมาไม่ได้ เชื่อว่าผู้ต้องหาต่อยอดไปหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่น อ้างว่าทำธุรกิจรถเช่าสร้างความเชื่อถือให้กับเหยื่อรายอื่นอีก

Advertisement