เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 สิงหาคม ที่ ห้องประชุม War Room ชั้น 35 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานประชุมคณะผู้บริหาร เรื่องความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยจะมีการนำเรื่องเข้าสภากรุงเทพมหานครภายในสัปดาห์หน้า ตั้งคณะอนุกรรมการอนุมัติในการชำระหนี้ (อ่านข่าว ชัชชาติ ร่ายยาว สาวปม บีทีเอส เผยสัปดาห์หน้า ชง ‘สภา กทม.’ อนุมัติจ่ายหนี้ ปัดเตะถ่วง รับสัญญาผูกพันถึงปี ’85 ทำวุ่น)
ในตอนหนึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าทำไมตารางแนบท้ายตัวเลขการชำระค่าจ้างติดตั้งระบบการเดินรถ กับการเรียกเก็บจริงไม่ตรงกัน
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เป็นการประเมินตัวเลขไม่เหมือนกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องรูปแบบ สำหรับส่วนต่อขยายที่ 1 มีการทำสัญญาจ้างเดินรถที่ชัดเจน แต่สำหรับส่วนต่อขยายที่ 2 เป็นเพียงบันทึกแนบท้าย ต่อมาตัวเลขที่แสดงให้เห็นเป็นเพียงตัวเลขประมาณการณ์ โดยงบประมาณที่ทาง กทม.ต้องอุดหนุน ประมาณ 9,000 ล้านบาท แต่ขณะเดียวกันหนี้ที่เป็นหนี้ E&M (Electrical and Mechanical) หรือค่าขบวนรถไฟฟ้า อาณัติสัญญาณ สื่อสาร และระบบตั๋วประมาณ 19,000 ล้านบาท หนี้ที่เป็น O&M (Operation and Maintenance) หรือค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงประมาณ 12,000 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 31,000 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามิติของตัวเลขมีความต่างกันมาก ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาสะสางทั้ง 2 ประเด็นนี้
ด้าน รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ตัวเลขที่แสดงในบันทึกแนบท้าย เป็นการทยอยจ่ายรายปี ส่วนตัวเลข 19,000 ล้านบาท เป็นค่า E&M ทั้งหมด ไม่ได้เป็นตัวเลขการทยอยจ่าย
นายชัชชาติกล่าวเสริมด้วยว่า ตัวเลขที่เห็นเป็นจำนวนหนี้ทั้งหมด แต่การทยอยจ่ายจะมีการหารืออีกทีหนึ่ง ซึ่งต้องมาดูรายละเอียดที่ว่าเงื่อนไขประกอบตามบันทึกแนบท้ายเป็นอย่างไร ทางเคทีคงแจ้งยอดหนี้ที่เป็นภาระกับเอกชนมาให้
“อย่างที่บอก มันไม่ใช่จ่ายง่ายๆ นะ มันต้องมีขั้นตอนความเป็นมาเป็นไป แล้วต้องให้รอบคอบ มันไม่ใช่เงินเรา แต่เป็นเงินของประชาชนทั้งนั้น ซึ่งมีความซับซ้อนอยู่”
“ต้องใจเย็นๆ เราไม่ได้เตะถ่วง หรือเราไม่ดึงเรื่องอะไรทั้งสิ้น ก็คิดแล้วมันมีความเป็นมาเป็นไปที่ซับซ้อน คุยคนเดียวก็ไม่ได้เรื่อง ต้องคุยหลายหน่วย เราให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่ได้จะไปแกล้งใคร อย่างที่เรียนว่า กทม.ต้องเอาเคทีเป็นหลัก เพราะเป็นคู่สัญญาของเรา” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า มีความแตกต่างกันอยู่ ทำไมไม่ทำเหมือนกัน สัญญาเหมือนกันทั้งส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 มีแนวคิดอะไรที่เปลี่ยนไปหรือไม่ ทำไมไม่ทำเป็นสัญญา ถ้าทำเป็นสัญญาก็ง่าย ผ่านสภา กทม.มีสัญญา มีการระบุชัดเจนว่าต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่ ก็สามารถทำได้ง่าย แต่พอถามว่าทำไมแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ระหว่าง กทม.กับเคที ทั้งที่ลักษณะงานไม่ได้มีความต่างกัน ทำไมถึงไม่ทำเหมือนกัน ก็ต้องไปหาเหตุผล
สุดท้ายก็กลายเป็นงบประมาณที่ต้องจ่ายรายปี สภา กทม.ต้องเห็นก้อนแรกก่อน เหมือนส่วนต่อขยายที่ 1 พอตั้งงบประมาณรายปีที่สอดคล้องกับการอนุมัติไปแล้ว ก็เป็นเหตุเป็นผลกัน แต่ถ้าจะให้มาตั้งงบประมาณจ่ายรายปี โดยที่ทางสภา กทม.ไม่เห็นโครงการแรก งบประมาณคงไม่ผ่านง่ายๆ
ด้านนายต่อศักดิ์ โชติมงคล ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ต้องนำเรื่องเข้าที่สภา กทม. ถ้าสภา กทม.ให้ผ่าน ด้วยระบบเป็นแบบนั้น สภา กทม.จะเป็นผู้อนุมัติให้ฝ่ายบริหาร กทม. ถ้าสภาไม่อนุมัติ ก็ต้องกลับมาคิดอีกที

