‘กัน จอมพลัง’ พร้อมเหยื่อ 60 คน ร้องตำรวจไซเบอร์ ถูกตุ๋นลงทุนฟาร์มเห็ด สูญหลักร้อยล้านบาท บางรายเกือบคิดสั้นลาโลก
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 2 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง พร้อมด้วยกลุ่มผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนฟาร์มเห็ด 60 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.สถาพร รอดโพธิ์ทอง รอง ผบก.สอท.3
เพื่อแจ้งความดำเนินคดี บริษัทแห่งหนึ่ง (บริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัดสถานีหลักสี่) ซึ่งหลอกลงทุนทำฟาร์มเกษตร ในชื่อโครงการ “Turtle farm” โดยอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูง แต่กลับผิดนัดสัญญา อ้างว่าธนาคารอายัดบัญชี จนมีมูลค่าความเสียหายหลักร้อยล้านบาท
นายกัณฐัศว์ เปิดเผยว่า วันนี้พาผู้เสียหาย 60 คนมาแจ้งความจากการถูกหลอกลงทุนฟาร์มเห็ด โดยมีความเสียหายหลักร้อยล้านบาท โดยทางบริษัทอ้างว่าจะได้ผลตอบแทนสูงภายใน 6 เดือน ซึ่งผู้เสียหายบางรายลงทุนไป 5 ล้านบาท บางรายลงทุนไป 2 ล้านบาท แต่กลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง ผู้เสียหายบางรายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวหาเงินมาลงทุน แต่กลับถูกโกงหมดตัวไม่มีเงินในการเลี้ยงดูลูก จนคิดจะฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ หนึ่งในคณะกรรมการยังมีกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชนเป็นของตนเอง วันนี้ตนจึงพามาแจ้งความดำเนินคดีเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีใครเข้าข้างตามที่กล่าวอ้าง หากใครกลัวว่าจะไม่สามารถดำเนินคดีได้ ขอให้มาแจ้งความดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมแน่นอน ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่าก่อนหน้านี้ทางบริษัทเคยมีการหลอกให้ลงทุนคาสิโน หากยังไม่สามารถจับกุมได้ ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมซ้ำซาก ที่ผ่านมาอาจจะมีผู้เสียหายที่ต้องจบชีวิตไปโดยที่ตนไม่ทราบ และนอกจากตำรวจแล้ว ทางบริษัทยังกล่าวอ้างถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมอีกด้วย แต่ตนเชื่อว่าน่าจะถูกหลอกเช่นเดียวกัน
ขณะที่ น.ส.เอ (นามสมมติ) ผู้เสียหาย กล่าวว่า ส่วนตัวตนเคยเห็นเพจของทางบริษัทมาตั้งแต่เมื่อปี 2562 ตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่มีสำนักงาน และขณะนั้นสามีตนได้ห้ามปรามไม่ให้ลงทุน แต่เมื่อสามีเสียชีวิตกะทันหัน ตนไม่มีทางออก และไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ประกอบกับเห็นว่าทางเพจมีความเปลี่ยนแปลง มีสำนักงานแล้ว จึงลงทุนไปทั้งหมดประมาณ 8 แสนบาท โดยล่าสุดตนจะได้รับเงินปันผลวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้รับเงินปันผลแต่อย่างใด จนตนเกือบคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะไม่มีทางออก โดยทางเพจมีการลงทุนหลายรูปแบบ ทั้งเห็ดโคน เห็ดหอม เยื่อไผ่ กระท่อม ซึ่งมีระยะเวลาในการรับเงินปันผลแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามตนไม่เคยพบกับผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว เพียงแค่พูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น ซึ่งตนเริ่มเอะใจเพราะเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้ร่วมลงทุนกระท่อมไม่ได้รับเงินปันผล จึงติดต่อทางเพจเรื่อยมา ซึ่งทางเพจก็ยังยืนยันว่าจะได้รับเงินปันผลจริง แต่สุดท้ายกลับหายไป คาดว่าน่าหลบหนีไปที่ต่างประเทศ มีเพียงการชี้แจงในกลุ่มไลน์ให้ผู้เสียหายรอเงินปันผลเท่านั้น
(ชมคลิป)
ขณะที่ น.ส.บี (นามสมมติ) ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ตนเห็นว่าทางบริษัทมีการจดทะเบียนจริงและมีความน่าเชื่อถือ จึงติดต่อไปขอข้อมูลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งมีการลงทุนหลายรูปแบบ ทั้งพริก เห็ดหอม เยื่อไผ่ และมีอัตราการลงทุนหลายแบบ ตนจึงลงทุนไปทั้งหมด 3 สัญญา ต่อมาทางเพจยังได้รับรางวัลจากทางเกษตร จ.สกลนคร และมีการสร้างความน่าเชื่อถือทั้งมีการนำภาพดาราและเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาลงเพจ จึงเกิดความเชื่อมั่นลงทุนเพิ่มอีกรวมเป็น 8 สัญญา และทำ MOU อีก 3 สัญญา โดยตนลงทุนทั้งหมดเป็นเงินจำนวน 5.9 ล้านบาท แต่กลับได้เงินปันผลคืนมาเพียงแค่ 9 แสนบาทเท่านั้น ซึ่งตนได้ทราบว่าทางบริษัทเคยมีประวัติอาชญากรรมในภายหลัง ทำให้ความจริงปรากฏมากขึ้น จนลูกความบางรายเดินทางไปดูพื้นที่จริง แต่กลับพบว่าโรงเห็ดเป็นโรงเปล่า มีการปลูกเห็ดแค่ 3 โรงไว้ถ่ายภาพ ส่วนโครงการกระท่อมนั้นไม่มีจริง
ด้าน พ.ต.อ.สถาพร กล่าวว่า เบื้องต้นทาง บช.สอท. จะรับแจ้งความดำเนินการตามข้อกฎหมาย ขอยืนยันว่าทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT ได้สั่งการให้ทาง บช.สอท. ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ยืนยันว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ตำรวจจะดำเนินการตามข้อเท็จจริง ซึ่งทาง พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ได้สั่งการให้รีบช่วยเหลือและติดตามให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องเงินลงทุนของผู้เสียหาย โดยขณะนี้พบว่ามีผู้เสียหายหลายพันคน ส่วนเรื่องการอายัดเงินได้มีการสั่งการเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด โดยเบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์” โดยขณะนี้ พบว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยที่ปรากฏในการจดทะเบียนบริษัทมี 3 คน ซึ่งเชื่อว่ามีจำนวนมากกว่านี้


