เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ต.ต.วิทวัส สายอ๋อง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. รวบรวมข้อมูลคดีที่นายเอกลักษณ์ ปัญญาสกุลวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส พี เรียลเอสเตท จำกัด บุตรชายของนายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขตพระโขนงและเขตบางนา พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งความดำเนินคดีกับสองสามีภรรยาผู้บริหารห้างทองแห่งหนึ่ง ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ส่งต่อให้กับ พ.ต.อ.อรุณ วชิระศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป. เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป หลังจากเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายเอกลักษณ์ เข้าพบ พ.ต.ต.วิทวัส เพื่อแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับสองสามีภรรยาและผู้บริหารห้างทอง หลังนายเอกลักษณ์ พบว่าเงินที่ใช้เป็นค่าประกันการลงทุนเทรดทองกับห้างทองดังกล่าวถูกสองสามีภรรยายักยอกไปจนหมด โดยนำเอกสารการโอนเงิน ใบเสร็จรับเงิน และภาพถ่ายที่เกี่ยวข้องมามอบไว้เป็นหลักฐาน
นายเอกลักษณ์ กล่าวว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับการชักชวนจากหญิงที่ตนแจ้งความดำเนินคดีว่าให้นำเงินมาลงทุนเทรดทองคำต่างประเทศผ่านทางห้างทองของผู้ถูกแจ้งความ โดยอ้างว่าสามารถสร้างกำไรและผลตอบแทนกลับคืนมาได้ค่อนข้างสูง หากซื้อทองคำในราคาถูกและขายออกในราคาแพง จะได้กำไรจากการค้าทอง ทั้งนี้การจะได้กำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางการแกว่งตัวของราคาทองคำ จะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยวงเงินในการเทรดทองแต่ละครั้งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงินประกันที่วางไว้ ทางห้างทองจะทำหน้าที่เป็นผู้คอยให้บริการและประสานแจ้งข้อมูลต่างๆให้กับผู้ลงทุน อีกทั้งหากต้องการยกเลิกเทรดทองสามารถขอถอนเงินประกันกลับคืนมาได้ เห็นว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ จึงหลงเชื่อยอมให้ห้างทองดังกล่าวเป็นผู้ประสานงานดูแล โดยโอนเงินค่าประกันการลงทุนให้กับ 2 สามีภรรยาไป 13 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 25 ล้านบาท ก่อนจะมีการถอนเงินทุนประกันกลับคืนมา4 ล้านบาท
นายเอกลักษณ์ กล่าวต่อว่า ช่วงตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ลงทุนไปนั้น ได้รับเงินกำไรจากการเทรดทองจริง จึงไม่ได้เอะใจอะไร กระทั่งต่อมาต้องการจะถอนเงินประกัน 8 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการโอนที่ดิน แต่สองสามีภรรยากลับไม่สามารถนำเงินมาให้ตามที่ตกลงกันไว้ จึงนัดหมายเพื่อไปเจรจาพูดคุยกัน ก่อนที่ฝ่ายหญิง จะยอมรับว่า ที่ผ่านมานั้นไม่ได้นำเงินประกันไปลงทุนเทรดทองคำต่างประเทศแต่อย่างใด ส่วนเงินกำไรที่จ่ายให้แต่ละครั้งนั้นก็เป็นเงินที่หักออกจากเงินประกันของตนมาจ่ายคืนให้เพื่อเป็นการตบตา เมื่อหักลบกับเงินกำไรจากการเทรดทองที่สองสามีภรรยาคู่นี้จ่ายให้ตนแล้ว จะเหลือเงินประกันที่ติดค้างอยู่ประมาณ 15 ล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวนำไปลงทุนทำโรงงานทำทองคำจนหมดแล้ว การเจรจาในครั้งนั้น ฝ่ายหญิงอ้างว่าจะพยายามหามาคืนให้ โดยจะขอเป็นแบบผ่อนจ่าย แต่ตนไม่ต้องการจึงมาแจ้งความที่บก.ป. และนอกจากในส่วนของตนแล้วยังทราบอีกว่ามีผู้เสียหายอีก3ราย เป็นเพื่อนร่วมกลุ่มเดียวกับตนถูกหลอกให้ลงทุนในลักษณะเดียวกันด้วย หากรวมยอดความเสียหายของตนเข้าไปด้วยเท่ากับมูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากสองสามีภรรยาคู่นี้จะอยู่ที่ราวๆ46ล้านบาท แต่ขณะนี้ทราบว่ามีผู้เสียหายบางรายฟ้องร้องชนะคดีได้เงินกลับคืนมาบ้างแล้ว
นายเอกลักษณ์ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากทราบว่าถูกหลอกตนได้ตรวจสอบประวัติฝ่ายชายทางอินเตอร์เน็ต ทราบว่าเคยเป็นอดีตสามีของอดีตดาราคนหนึ่ง รวมถึงเคยมีข่าวพัวพันเกี่ยวกับการฟอกเงินของอดีตพระเณรคำ ฉัตติโก หรือ นายวิรพล สุขผล ที่หลบหนีหมายจับของดีเอสไอ ไปอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี2556ด้วย

