กทม.เห็นสัญญาณเปลี่ยนแปลง เดินหน้า ‘ปฏิรูปสาธารณสุข’ รื้อระบบราชการ ปลายสิงหา เปิดตัว ‘ราชพิพัฒน์แซนด์บ็อกซ์’ ขยับการแพทย์ ใกล้บ้านใกล้ใจ
เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 3 สิงหาคม ที่โรงแรม เดอะสุโกศล กรุงเทพ รศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมการประชุมหารือก้าวต่อไปของการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข Big Rock 1 : Health security ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้ เพื่อหาแนวทางดำเนินงานการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข การจัดลำดับนโยบายและประเด็นสำคัญ ความเชื่อมโยงของการปฏิรูปกับแผนงาน บทบาทของ WHO-CCS PHE Program และ EPI (Ending Pandemic through Innovation) ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนประเด็นปฏิรูปที่สำคัญอย่างต่อเนื่องในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ ในการประชุม รศ.ดร.ทวิดา กล่าวถึงความก้าวหน้าประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครว่า ในฐานะที่เป็นคนทำและในฐานะของพื้นที่ที่ทำ การเริ่มต้นที่เป็นทางการสามารถทำต่อไปได้อย่างที่เราตั้งใจ ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเปิดแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) จะทำพื้นที่การทดลองเพื่อใช้ไอเดียนี้ว่า ดีหรือไม่ ต้องลองว่าทำได้จริงหรือไม่ แต่คงจะไม่ยั่งยืน เพราะแซนด์บ็อกซ์เป็นการใช้การออกแบบพิเศษจากคนกลุ่มหนึ่งในการที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ในฐานะประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 ช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในวงการแพทย์สูงมาก และเชื่อว่านโยบายสาธารณะหรือการบริการสาธารณะควรมี 2 สิ่งนี้อยู่ คือ
1.ความเป็นมืออาชีพ เมื่อไหร่ที่การบริการสาธารณะใดก็ตามที่มีความเป็นมืออาชีพในตัว หมายถึงคนที่เคยอยู่บนยอดสูงสุดของบริการสาธารณะ เป็นคนที่มีความรู้มากๆ มีความเป็นมืออาชีพ ยึดถือในจริยธรรม ความเชื่อเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การยืดหยุ่นให้ระบบสามารถบริการคนได้มากขึ้น เกิดขึ้นได้บนการตัดสินใจที่เป็นมืออาชีพของบริการสาธารณะ
2. ความเป็นเทคนิคในทุกเรื่องที่สืบเนื่องความเป็นมืออาชีพ เป็นคำตอบที่ตอบได้ว่าเช่นนี้ทำได้ เป็นการตัดสินใจบนข้อมูลความรู้ที่มีมากที่สุดของวงการ

รศ.ดร.ทวิดากล่าวต่อว่า โดยปกติแล้วเรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องที่จะต้องขับเคลื่อนให้กับภาคประชาชน สำหรับความสูญเสีย 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ในฐานะผู้ใช้บริการสาธารณสุข มันไม่ใช่แค่ความสูญเสียทางสภาพเศรษฐกิจ บางคนสูญเสียชีวิตและบางคนไปต่อไม่ได้ กรุงเทพมหานครมีความตั้งใจอยากจะเพิ่มเติมใน 2 ประเด็น คือ 1. ทดลองนำร่องปฐมภูมิ เพิ่งเปิดตัวดุสิตโมเดลไปวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา และ 2. ราชพิพัฒน์แซนด์บ็อกซ์ ที่ตั้งใจจะทำให้ได้และเปิดตัวภายในปลายเดือนนี้ การขยับเขยื้อนในการทำให้การสาธารณสุขปฐมภูมิเป็นการแพทย์ใกล้บ้านใกล้ใจเกิดขึ้น การดำเนินการมีการส่งผลกระทบ หน่วยงานมีการปรับตัวมากขึ้น ความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญ ต่อไปต้องมีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในทุกระดับ สถานพยาบาลต้องร่วมมือกัน การเปลี่ยนแปลงที่ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเริ่มมีสัญญาณว่าสามารถทำได้และเปลี่ยนแปลงได้
“สุดท้ายอีกเรื่องที่สำคัญ มีอีกหนึ่งกลไกที่กรุงเทพมหานครกำลังรื้ออยู่ คือการปฏิรูประบบราชการ เพราะจริงๆ แล้ว คนที่ดูแลพื้นที่และเชื่อมโยงกันอาจไม่ใช่คนที่ดูแลบริหารจัดการเรื่องพื้นที่สุขภาพ ซึ่งเราไม่ค่อยพูดถึงสำนักงานเขตมากนัก ทั้งที่เป็นคนที่ใกล้ชิดกับประชาชน

“2.ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจระบบสุขภาพปฐมภูมิ ว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่กรุงเทพมหานครที่ทำให้กลไกปลายทางเสริมไปกับกลไกสุขภาพที่กรุงเทพมหานครทำ และภายในอาทิตย์นี้ คาดว่ากรุงเทพมหานครจะมีกลไกในการช่วยกันคิดช่วยกันทำข้อเสนอแนะว่า ที่คิดหรือทำกันอยู่เป็นอย่างไร ซึ่งมั่นใจว่าจะต้องมีช่องว่าง เมื่อเจอช่องว่างก็มาหาวิธีการปิดช่องว่างให้เร็ว พอมีการรื้อระบบบางอย่างให้เกิดความเข้าใจในการทำงาน รวมถึงการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถทลายอุปสรรคในการทำงานและขับเคลื่อนงานให้ไปได้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์กับภาคประชาชนปลายทางได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังว่าแซนด์บ็อกซ์ที่จะเปิดในอนาคตจะสามารถโชว์อะไรบางอย่างให้รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ และทำเรื่องนี้ให้สำเร็จจนถึงที่สุด สามารถขยายผลไปทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และอาจรวมถึงปริมณฑลด้วย” รศ.ดร.ทวิดากล่าว


