สอบ.ชง 4 ข้อ สธ.ออกกติกาบังคับขออนุญาตครอบครอง-ผสมกัญชาในอาหารทุกครั้ง
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม น.ส.มลฤดี โพธิ์อินทร์ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า จากการปลดล็อกกัญชา กัญชง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้ส่วนของพืชกัญชง และ กัญชา สามารถซื้อขาย ผสมลงในอาหารต่างๆ รวมทั้งใช้เพื่อสันทนาการได้ ประกอบกับกฎหมายเฉพาะเพื่อควบคุมกัญชาและกัญชงยังอยู่ในระหว่างพิจารณา ยังไม่มีการบังคับใช้ จึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้บริโภคได้รับผลกระทบด้านลบจากกัญชาเสรีเป็นจำนวนมากนั้น หลายฝ่ายได้แสดงความกังวลและมีข้อห่วงใย รวมถึง สอบ.ได้ส่งข้อห่วงใยเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยเช่นเดียวกัน โดยเห็นว่า ส่วนของพืชกัญชา กัญชง ที่ขายได้เสรี อาจจะยังอันตราย
“โดยเฉพาะหากนำช่อดอก ไปบริโภคโดยไม่มีมาตรการรองรับอาจไม่ปลอดภัยกับชีวิตได้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเกี่ยวกับการปลดล็อกกัญชาออกมา อาทิ การออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้การกระทำให้เกิดกลิ่น หรือควันกัญชา กัญชง หรือพืชอื่นใด เป็นเหตุรำคาญ หรือประกาศกรมอนามัย เรื่อง การนำใบกัญชามาใช้ในการทำ ประกอบหรือปรุงอาหาร ในสถานประกอบกิจการอาหาร หรือประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่กำหนดให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม มีการยกเว้นห้ามครอบครองและใช้ในผู้อายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ หรือให้นมบุตร” น.ส.มลฤดี กล่าวและว่า ปัจจุบันมาตรการที่ออกมา ยังไม่สามารถควบคุมหรือคลี่คลายความกังวลของสังคมในการทำให้กัญชาเสรีได้
น.ส.มลฤดี กล่าวว่า นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังสร้างความสับสนให้ประชาชนและผู้บังคับใช้กฎหมายหลายประการ ได้แก่ ประเด็นการไม่มีกฎหมายควบคุมการปลูกกัญชา แต่มีการขอความร่วมมือหรือเป็นความสมัครใจของผู้ปลูกให้จดแจ้งกับราชการ แต่หากไม่ได้จดแจ้งไม่ได้มีความผิดทางกฎหมายแต่อย่างใด
“การอนุญาตให้ปลูกได้โดยเสรี แต่ไม่มีการจดแจ้งข้อมูลการปลูกจะทำให้รัฐไม่สามารถพัฒนาระบบการกำกับดูแลการปลูกของประชาชนได้ ซึ่งแตกต่างจากการควบคุมของประเทศที่เป็นต้นแบบของกัญชาเสรีเพื่อนันทนาการ เช่น แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ที่กำหนดจำนวนต้นกัญชาที่ประชาชนสามารถปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ในระดับครัวเรือนและต้องขออนุญาตจากหน่วยงานควบคุมกำกับก่อน” น.ส.มลฤดี กล่าวและว่า
ในส่วนการผสมกัญชาลงในอาหารเพื่อจำหน่ายให้กับคนทั่วไปได้ หรือ คำแนะนำในการใช้กัญชาผสมในอาหารของกรมอนามัยนั้น เป็นเพียงมาตรการป้องปรามเท่านั้น แต่ไม่ได้มีมาตรการตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างจริงจัง รวมทั้งไม่มีวิธีการตรวจสอบเบื้องต้นให้ทราบได้ว่าอาหารและเครื่องดื่มเหล่านั้นมีสารทีเอชซี (THC) มากกว่าร้อยละ 0.2 หรือไม่ เนื่องจากสารทีเอชซีเป็นสารที่ผสมอยู่ในกัญชา หากผู้บริโภคได้รับสารดังกล่าวในปริมาณเกินกว่าที่ประกาศกรมอนามัยกำหนดก็อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสี่ยงจากการบริโภคกัญชา และอาจเกิดผลกระทบต่อร่างกายได้ อาทิ ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ใจสั่น สติแปรปรวน ประสาทหลอน เกิดภาพหลอน หูแว่ว เป็นต้น
น.ส.มลฤดี กล่าวอีกว่า จากการตีความประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ได้อนุญาตให้บุคคลทั่วไปที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป สามารถครอบครอง ใช้ประโยชน์ ดูแล เก็บรักษา ขนย้าย จำหน่ายกัญชาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อการค้าตามมาตรา 46 พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 นั้น
กล่าวคือ ในมาตรา 46 พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมฯ ระบุว่า หากใครจะครอบครอง ใช้ เก็บรักษา ขนย้าย หรือจำหน่ายสมุนไพรควบคุม จำเป็นจะต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น ขณะที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฯ ที่เพิ่งออกมาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 นั้นกลับอนุญาตให้ครอบครองและจำหน่ายได้โดยไม่ต้องขออนุญาต สอบ.จึงเห็นว่า เป็นการออกประกาศกระทรวงที่ไม่ชอบโดยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากเป็นการออกอนุบัญญัติ (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข) ที่ฝ่าฝืนหรือขัดกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมฯ)และได้สร้างความสับสนในการบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ น.ส.มลฤดี กล่าวว่า ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาหารที่มีส่วนผสมของกัญชาโดยที่ไม่มีมาตรการรองรับก่อนนั้น ทั้งการไม่มีมาตรการควบคุมการขายอาหารทางออนไลน์ การขาดการติดตามตรวจสอบและรายงานอย่างเป็นระบบถึงผลกระทบไม่พึงประสงค์จากการบริโภค หรือการไม่มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียน กรณีผู้บริโภคได้รับผลกระทบในการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชา ดังนั้น เพื่อยุติความสับสนต่างๆ จากภาวะสุญญากาศในการบังคับใช้กฎหมาย สอบ.เสนอให้รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ดำเนินการ
1.ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมฯ ควบคุมกัญชาที่ได้ประกาศเป็น “สมุนไพรควบคุม” แล้วอย่างจริงจัง กล่าวคือ ให้ใช้ความในมาตรา 46 ที่บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดศึกษาวิจัย หรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต เพื่อยุติภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ปัญหาและความสับสนต่างๆ จากการจำหน่ายกัญชาและการปรุงอาหารหรือผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผสมกัญชา ยุติลง เพราะต้องมีการขออนุญาตเท่านั้น ไม่สามารถกระทำได้โดยเสรี จนกว่าร่าง พ.ร.บ.กัญชง กัญชา พ.ศ. …ที่ยังอยู่ในกระบวนการทางนิติบัญญัติของรัฐสภาจะมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย เนื่องจากการแปรรูปตามกฎหมายนี้ หมายความว่า การปรุงแต่งหรือการเปลี่ยนแปลงสภาพหรือคุณสมบัติของสมุนไพร ซึ่งกินความกว้างขวางไปถึงการแปรรูปเป็นสมุนไพรแห้ง การสกัด และการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
2.ให้ยกเลิกความในข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2565 ที่ให้บุคคลทั่วไปที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปสามารถครอบครอง ใช้ประโยชน์ ดูแล เก็บรักษา ขนย้าย จำหน่ายกัญชาได้ เพื่อมิให้สร้างความสับสนในการบังคับใช้มาตรา 46 พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมฯ และประกาศกำหนดให้การครอบครอง ใช้ประโยชน์ ดูแล เก็บรักษา ขนย้ายกัญชาเพื่อการค้าต้องแจ้งต่อนายทะเบียนตามบทบัญญัติในมาตรา 45
3.รัฐบาลควรสั่งการเร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตามกฎหมายควบคุมกำกับการใช้กัญชาในช่วงการเปลี่ยนผ่านนี้อย่างจริงจัง และปรับนโยบายเป็นการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ที่แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยกันคลี่คลายปัญหา ลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ และเฝ้าระวังการขยายตัวของปัญหาที่จะเกิดขึ้น
4.รัฐบาลควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปลูกกัญชาเพื่อใช้ในครัวเรือน และพัฒนาระบบการดูแลการปลูกและการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์เพื่อการพึ่งตนเองของประชาชน โดยสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างเหมาะสมและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่นเดียวกับระบบที่พัฒนาขึ้นในอารยะประเทศ

