ความเข้าใจผิดของโซเชี่ยล กรณี”ไม่เป่าตรวจแอลกอฮอล์ปรับแค่1พัน”

8.08.22 | 16:54 น.

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่ใช้นามปากกาว่า “พ.ต.ต.ดร.ท่านติ” เขียนบทความชี้แจง “เรื่องความเข้าใจ (ผิด) ของโซเชี่ยลเกี่ยวกับคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565”


1.เนื้อหาและคําวินิจฉัยจากคําพิพากษาศาลฎีกา
จากที่สํานักงานศาลยุติธรรม “แพร่” คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565 ซึ่งพิพากษา ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าพนักงานในการทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ใน ร่างกาย (ข้อหาไม่ยอมเป่าเครื่องเป่าที่ตํารวจขอตรวจวัด) ความว่า “การที่จําเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ตามคําสั่งของพนักงานสอบสวนที่ สั่งตามอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสอง ความว่าใน กรณีเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าที่เห็นว่า ผู้ขับขี่ฝ่าฝืน มาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันจะขับ หรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งหากฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะมีส่วนที่ว่าด้วยบทกําหนดโทษในมาตรา 154 (3) โดยระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท จึงเห็นได้ว่าการไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเช่นนี้ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 กําหนดโทษไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของ เจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายทั่วไป การกระทําของจําเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 368 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอํานาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225”

2.ความเข้าใจผิดไปจากคําพิพากษาศาลฎีกา
จากคําพิพากษาดังกล่าวทําให้ผู้อ่าน “บางคนบางกลุ่ม” “เข้าใจผิด” และ “ตีความไป ในทางที่ผิด” และ มีการ เผยแพร่ “แชร์” ซึ่งสร้างความที่ผิดทําให้ประชาชนสับสน และเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ทํานองว่า “คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565 การไม่เป่าแอลกอฮอล์ ไม่มีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงาน ปอ. มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ผิดเพียงโทษปรับ หนึ่งพันบาท สรุปได้ว่า ถ้าดื่ม ตํารวจให้เป่า ไม่ต้องเป่า ศาลสั่งปรับแค่ 1,000 บาท จบ” ก็ดี

Advertisement

หรือ “คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565 การไม่เป่าแอลกอฮอล์ ไม่มีความผิดฐานไม่ ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงาน ปอ.มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ผิดเพียงโทษปรับหนึ่งพันบาท ศาลฎีกาสงสารประชาชนจึงเฉลยให้ประชาชนได้ทราบถึงสิทธิที่ แท้จริงเพื่อป้องกันไม่ให้ตํารวจบังคับให้เป่า ต้องขอบคุณ ท่านประธานศาลฎีกา ที่มีแนวคิดให้ความคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ต่อไป ถ้าดื่มแล้วขับ เจอด่านตํารวจให้เป่า เราไม่ต้องเป่า ศาลสั่งปรับแค่ 1,000 บาท จบ” ก็ดี

3.ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคําพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น
3.1 ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง (ความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงาน) ผู้ใดทราบคําสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอํานาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคําสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

3.2 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142 วรรคสอง อํานาจเจ้าพนักงานจราจรในการสั่งให้ทดสอบว่าเมาแล้วขับหรือไม่ (อํานาจของตํารวจในการสั่งให้เป่า)
“ในกรณีที่มีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (2) ให้หัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานจราจร สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ ดังกล่าวว่าเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่”

3.3 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 154 (3) ความผิดกรณีฝ่าฝืนไม่ยอม ทดสอบตามคําสั่งเจ้าพนักงานจราจร ( ความผิดในกรณีไม่ยอมเป่าเครื่องเป่า) ผู้ใดฝ่าฝืนคําสั่งหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานจราจร ตามมาตรา 142 วรรคสอง ถ้าไม่เป็นความผิดที่กําหนดโทษไว้แล้วในพ.ร.บ.จราจรทางบก ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท

4.บทวินิจฉัยและคําอธิบายคําพิพากษาศาลฎีกา
4.1 การที่ผู้ขับขี่ “ฝ่าฝืน” ไม่ยอมทดสอบ ไม่ยอมเป่า เครื่องทดสอบตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของตํารวจหรือเจ้าพนักงานจราจร ถือเป็นความผิด
– ฐานฝ่าฝืนไม่ยอมทดสอบตามคําสั่งเจ้าพนักงานฯ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกมาตรา 154 (3) บทหนึ่ง และ
– ฐานไม่ปฏิบัติตามคําสั่งเจ้าพนักงานฯ ตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง อีกบทหนึ่ง
ฉะนั้นโดยหลักแล้ว การที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนไม่ยอมเป่า ไม่ยอมทดสอบ เพียงครั้งเดียว จะเป็นความผิดต่อกฎหมาย 2 บท คือ ผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 154 (3) และผิดตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งภาษากฎหมายเรียก การกระทํากรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อาญา มาตรา 90 นั่นเอง

คดีตามคําพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่ผู้ฝ่าฝืนฯ 2 บทกฎหมาย และพนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องคดีต่อศาลขอให้ลงโทษผู้ฝ่าฝืนฯ 2 บทกฎหมายในข้อหาเดียวกัน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่าผู้ฝ่าฝืนฯ ไม่ยอม ทดสอบหรือไม่ยอมเป่า มีความผิดฐานฝ่าฝืนขัดคําสั่งเจ้าพนักงาน ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 154 (3) และผิดตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง แต่การกระทําของผู้ฝ่าฝืน เป็นการกระทําครั้งเดียวผิดกฎหมายหลายบท และบทความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งสูงกว่า ระวาง โทษตามมาตรา 154 (3) พ.ร.บ.จราจรทางบก ปรับไม่เกิน 1,000 บาท จึงลงโทษผู้ขับขี่ตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง “ปรับ 5,000 บาท”

ศาลฎีกาท่านให้เหตุผลว่า อํานาจการสั่งให้ผู้ขับขี่ทดสอบหรือเป่าเครื่องวัด แอลกอฮอล์หาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย มาจาก บทบัญญัติของ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142 วรรคสอง และตัว พ.ร.บ.จราจรทางบก ได้บัญญัติฐานความผิดและระวางโทษกรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมทดสอบหรือไม่ยอมเป่าไว้ “ให้เป็นความผิด ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก ไว้เฉพาะแล้ว” ตาม มาตรา 154 (3) ฉะนั้น จึงไม่นําเอาความผิดฐานขัดคําสั่งเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนี่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไป มาปรับด้วยการกระทําของของผู้ฝ่าฝืนอีก การกระทําของผู้ฝ่าฝืนฯ จึงผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 154 (3) ฐานฝ่าฝืนไม่ยอมทดสอบ หรือไม่ยอมเป่าตามคําสั่งของเจ้าพนักงานจราจรหรือตํารวจ ซึ่งเป็นบทความผิดตามกฎหมายจราจรโดยเฉพาะเพียงบทเดียว “ไม่ผิด” ฐานฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าพนักงานตาม ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบท “ทั่วไป” ซ้ำอีก เท่านั้น

4.2 ศาลฎีกา มิได้วินิจฉัยว่า การฝ่าฝืนไม่ยอมทดสอบหรือการที่ผู้ขับขี่ไม่ยอมเป่า จะ “ไม่มีความผิดฐานเมาแล้วขับโดยการสันนิษฐานของกฎหมายจราจร” ตาม มาตรา 142 วรรคสี่ ที่บัญญัติว่าหากผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นกระทําผิดฐานเมาแล้วขับตามมาตรา 43 (2) ศาลฎีกาเพียงแต่ วินิจฉัยเรื่องความผิดเกี่ยวกับการฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าพนักงาน

4.3 ด้วยเหตุผลข้างต้น การฝ่าฝืนไม่ยอมทดสอบหรือไม่ยอมเป่าเครื่องตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ในร่างกายหรือการไม่ยอมให้เจ้าพนักงานจราจร “ทดสอบ” “ตรวจหา” ปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายของผู้ขับขี่จะถูกกฎหมายจราจร ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 142 วรรคสี่ “บัญญัติสันนิษฐานปิดปากว่า” ผู้ขับขี่+ฝ่าฝืนไม่ยอมทดสอบ กระทําผิดฐาน “เมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นแล้วขับรถ” ตามมาตรา 43 (2) นั่นเอง

4.4 โดยสรุปหลักจากคําพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565 การที่ผู้ขับขี่ฝ่าฝืน ไม่ยอมเป่า เครื่องทดสอบหรือไม่ยอมให้ทดสอบตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย “ยังคง”
(1) เป็นการกระทําความผิดฐาน “ขับรถขณะเมาสุราโดยไม่ยอมให้ทดสอบโดยไม่มีเหตุอันสมควร” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) + 160 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 142 วรรคสี่ ซึ่งมีระวางโทษ “จําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่”

(2) และยังเป็นความผิดฐาน “ฝ่าฝืนคําสั่งหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจร พนักงาน สอบสวน หรือเจ้าพนักงานจราจร ที่สั่งให้ทดสอบตามมาตรา 142 วรรคสอง” อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 154 (3) ประกอบมาตรา 142 วรรคสอง ซึ่งมีระวางโทษ “ปรับครั้งละไม?เกิน 1,000 บาท”

(หมายเหตุ… ผู้เขียนเห็นว่า พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 154 วรรคสอง บัญญัติว่า “ถ้าไม่เป็นความผิดที่กําหนดโทษไว้ แล้วในพระราชบัญญัตินี้ต้องระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท” ซึ่งหมายถึง หากการฝ่าฝืนไม่ยอม ทดสอบหรือไม่ยอมเป่าของผู้ขับขี่ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เป็นความผิดเฉพาะแล้ว เช่น การไม่ยอมทดสอบถือเป็น การกระทําความผิดฐาน “เมาแล้วขับ” ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43 (2) โดยเฉพาะแล้ว ผู้ขับขี่จึงไม่น่าจะ มีความผิดฐานฝ่าฝืนคําสั่งฯ ตาม มาตรา 154 (3) อีก ทั้งนี้เพราะ มาตรา 154 วรรคสอง บัญญัติทํานองว่า การกระทําที่จักเป็นความผิดตาม มาตรา 154 ฐานฝ่าฝืนคําสั่งไม่ยอมทดสอบหรือไม่ยอมเป่าการกระทํานั้น จะต้องไม่เป็นความผิดที่กําหนดโทษไว้ในพ.ร.บ.จราจรทางบก เมื่อผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนไม่ยอมทดสอบมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43 (2) โดยบทสันนิษฐานของมาตรา 142 วรรคสี่แล้ว จึงไม่น่าจะมีความผิดตาม มาตรา 154 (3) อีก)